Prasert 的个人资料- [ สุ ริ ย ะ ] จั ก ร ว...照片日志列表 工具 帮助

日志


11月21日

- ส [ ป ] า ย ลั บ -

(นี่เป็นภาคต่อของ - [ วั ย เ ฒ่ า ] แ ม ธ เ ธ อ ร์  - ใครยังไม่ได้อ่านไปอ่านก่อนซะ )

 

ถ้าถามว่าอะไรเป็น "เสน่ห์" ของการมีชีวิตอยู่ละก็
บางทีคำตอบอาจจะเป็น
"เพราะชีวิตเป็นสิ่งท้าทาย"
ก็เป็นได้
 
ถึงแท้ตอนเช้าเราจะเดาได้คร่าวๆว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราในตอนเย็น เดาไปก็ไม่ถูก
 
เห็นจะจริง
 
-----------
 
ผม (๐๐๓)รีบสาวเท้าอย่างรวดเร็ว  ใกล้ถึงเวลานัดแล้ว
คงไม่ดีเท่าไหร่ถ้าเราจะไปสาย

วันนี้ยิ่งตอนปฎิบัติภารกิจต่อด้วย

แต่เท่าที่ดูครั้งนี้คงไม่โหดเท่าไหร่
(ถ้าเทียบกับครั้งที่แล้ว)
อย่างน้อยคนที่มากับผมก็มีระดับที่สูงกว่าคนที่มาคราวที่แล้ว
เราจะเรียกเค้าว่า ๐๐๖ ละกัน

เราเดินด้วยความเร็วเท่ากันคนไทยวิ่งผ่านทางเดินเลียบกระจกของคาเฟ่ในโรงแรมสุดหรูย่านรปปงหงิ
ด้วยสันดานเก่าก็อดไม่ได้ที่จะแอบมองข้างใน

มันเป็นความหรูที่ไม่ค่อยเจอบ่อยในเมืองไทย
ไม่ใช่หรูแบบคลาสสิค มีรูปสลักเทพธิดาตัวกระจิด 
ไม่ได้หรูแบบจีน มีรูปสลักมังกรขด
มันหรูแบบ...  รปปงหงิ  
ทันสมัยมีสไตล์...หรูแจสสสสส

ข้างในมีแต่คนแต่งสูท
อาหารน่าจะอร่อยนะ...อยากลองเข้าไปกินสักครั้งจัง...

และแล้ว ๐๐๖ ก็เดินเลี้ยวเข้าไปในโรงแรม

...ชิ้ง...

เอาแล้วไง...

แต่คงไม่...

...ชิ้ง...
๐๐๖ เดินไปหน้าทางเข้าคาเฟ่นั้น...

"เอาละ ๐๐๓  จากนี้ต้องพึ่งเธอละ"  ...๐๐๖ กล่าว

"เห..."  (เหของจริง...ไม่เกี่ยวกับอัลกอริธึมที่เขียนคราวที่แล้ว) "ยังไงครับ"

"มีแต่เธอเท่านั้นที่เคยเห็นหน้าของ [O] สินะ"

"O..." ผมรำพัน...  ใช่แล้วเป้าหมายของเราคราวนี้คือ O บุรุษผู้ยืนอยู่เหนือคนนับหมื่นในวงการ "ถ้าเห็นหน้าก็น่าจะจำได้... ที่แน่ๆ เขาใส่แว่น"

ผมมองเข้าไปในงานแล้วก็ต้องตกใจ... ทำไมมันใส่สูททุกคนเลยฟระ... 
แก่ทุกคนด้วย... ชิ้ง...

ไม่รู้เป็นกฎที่ใครคิด ว่าสายลับต้องใส่สูท...
เอาเถอะผมไม่สูท

ผมเอามือล้วงไปในกระเป๋า..พยายามควานหาอุปกรณ์ลับ...
ไม่รู้เป็นกฎที่ใครคิด ว่าสายลับต้องมีอุปกรณ์ลับ...
ผมมีอุปกรณ์ลับ
แต่ผมลืมมันไว้ที่โต๊ะทำงาน...

"ปัญหาคือ มันอยู่ไกลครับ ผมมองไม่เห็น" ผมกล่าว "ลืมเอาแว่นมา..."

เรายังอยู่นอกร้าน... ผมพยายามมองเข้าไป แต่ร้านกว้าง...  ผมไม่สามารถมองเห็นคนที่นั่งไกลๆได้
โดยเฉพาะเมื่อทุกคนแก่และใส่สูทหมด

จริงๆเข้าไปในร้านแล้วหาก็ได้...แต่ก็ดูไม่ค่อยงามนัก
เดินไปตามโต๊ะเที่ยวมองหาคนที่ไม่แน่ใจว่าจำได้รึเปล่าเสียด้วยซ้ำ...ไม่งามๆ

พนักงานเห็นเราทั้งคู่ยืนชะเง้อ...  ก็เข้ามาต้อนรับ

"สวัสดีคะ"  ถึงจะเขียนตรงนี้ว่า[สวัสดีคะ]แต่ในความเป็นจริงพนักงานก็ไม่ได้พูดภาษาไทยหรอก

ผมอึ้ง...จะทำยังไงดี...  ระหว่างที่กำลังอึ้งอยู่นั้น ๐๐๖ ก็เอ่ยขึ้น

"เรามาพบ O ครับ"

...ชิ้ง... (ง่ายดีเนอะ)

"O... เหรอคะ"  พนักงานทำหน้าไม่รู้จัก

"งั้น @%$^X# ครับ" ๐๐๖ พูดรหัสลับที่ผมไม่เข้าใจออกมา
(คิดดูอีกทีมันอาจจะเป็นภาษาธรรมดาที่เราไม่เข้าใจ...)

"คะ...งั้นเชิญทางนี้คะ"

พนักงานพาเราสองคนลึกเข้าไปในร้าน  ไปถึงมุมพิเศษที่ไม่มีทางมองเห็นจากข้างนอกได้...
ถึงเอาแว่นมาก็ทำอะไรม่ได้สินะ...

และแล้วผมก็พบเขา... O
ดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ใส่สูท (จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้ใส่)

ข้างกายเค้ามีชายลึกลับอยู่อีกสองคน...
แน่นอนใส่สูทและแก่...
ทั้งสองคนเป็นใครไม่ทราบ
แต่รูสึกได้ด้วยสัญชาตญาณของสายลับว่าหนึ่งในนั้นต้องเป็นทหาร(รับจ้าง)แน่นอน
หน้าตาทหารมาก

พวกเค้ากำลังคุยกันอยู่...
ดูเหมือนจะคุยเรื่องชาชั้นสูง...

เค้าสังเกตเห็นพวกผม
เราทักทายและนั่งร่วมโต๊ะ...

บริกรเดินมาที่โต๊ะเพื่อจดอาหาร
ชายชราทั้งสามสั่งชาชื่อประหลาดๆ
ผมก็ชอบชานะ
แต่นี่มันอยู๋ในระหว่างภารกิจ
ของกินไม่ได้สำคัญขนาดนั้น

และแล้วคำถามที่น่าลำบากใจก็ถูกถามขึ้น
"แล้ว ๐๐๓ กับ ๐๐๖ จะรับอะไรดีครับ"

เมนูถูกยื่นมาให้ผม

ผมรู้ว่าตามมารยาทและวัยวุฒิแล้ว
ให้ตายผมก็ไม่ต้องจ่าย
แต่ครั้นจะกินอะไรแพงๆก็ใช่ที่
กินชาก็พอแล้วหละ...

คิดพลางก็เปิดเมนู...  แล้วก็สะดุ้งเฮือก...

ชาชื่อประหลาด ๑  1400 เยน
ชาชื่อประหลาด ๒  1250 เยน
ชาชื่อประหลาด ๓  1300 เยน
ชาชื่อประหลาด ๔  1450 เยน

...ชิ้ง...

รู้หรอกนะว่ารปปงหงิมันหรู แต่ไม่คิดว่าจะขนาดนี้...
(เทียบเงินไทยก็...คร่าวๆก็หารสาม)

ผมหันไปสบตา ๐๐๖
เป็นเชิงว่า "ทำไงดี"

๐๐๖ เจนสนามกว่าผม
"กาแฟครับ"

...ชิ้ง...

"๐๐๓ เอาอะไรครับ" ๐๐๖ บ้าง
ผมไม่รู้ว่าผมคิดไปเองรึเปล่า...
มันมีรหัสลับอยู่ในแววตา ๐๐๖

"ผมก็กาแฟครับ" ผมบอก

 

สักครู่ชากาแฟก็ถูกนำมาเสิร์ฟ

 

สำหรับกาแฟของผมและ ๐๐๖ นั้น

ผมเพิ่งมาทราบทีหลังว่าเติมได้เรื่อยๆ

แต่ก็ตามมารยาทก็ไม่ควรเติมบ่อยเท่าไหร่นัก

 

ใส่น้ำตาล ใส่นม

จิบ...

อา...นี่สินะ...ความแตกต่าง

นี่สินะรสชาติของรปปงหงิ

 

ที่น่าตกใจคือชา

เพียงเพื่อจะดื่มชาหนึ่งแก้ว

บริกรยกชามาเสิร์ฟฟนึ่งชุดต่อหนึ่งคน

 

เป็นถาดซึ่งข้างในมีอุปกรณ์ประหลาดๆ

ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงพวกเล่นแร่แปรธาตุในหนัง

 

โถแก้วทรงประหลาด

เตาอังไฟ

โถใส่ใบชา

ถ้วยพิศดาร

ขนมไว้กินแกล้มชา

 

และที่น่าตกใจที่สุดก็คือ

 

นาฬิการทราย...ไว้จับเวลาต้มชา...

 

นี่สินะรปปหงิ...

นี่สินะชาแก้วละสี่ร้อยบาท...

 

และทันใดนั้นเอง...เขาก็มา

 

[F] นั่นเอง

"F" ผมเผลออุทานขึ้นด้วยความตกใจ
คิดไม่ถึงว่าบอสสูงสุดขององกรณ์ของผมจะมาที่นี่ด้วยตัวเอง

พนักงานเข้ามาจู่โจม F ทันที

"รับอะไรดี..." ยังไม่ทันสิ้นเสียง F ในฐานะผู้ที่เจนประสบการณ์ที่สุด
ก็สาดคำพูดกลับอย่างรวดเร็ว
"กาแฟครับ"

นี่สินะระดับเก๋า...
F ยังไม่ทันได้ดูเมนูหรือตาของ ๐๐๖ เลยเสียด้วยซ้ำ...

 

(เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขาอาจจะมองแก้วกาแฟของผมกับ ๐๐๖)

 

-------------------------

 

ด้วยความเก๋าเกมของ F

ในที่สุดการเจรจาก็สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

แต่งานผมยังไม่จบ
ผมตามไปศูนย์บัญชาการของ O

ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่งในนั้น

และกลับมาพร้อมกับเทปบันทึกเสียงหนึ่งชิ้น

 

ด้วยเทปนี้แหละ ...หึ หึ หึ

วัตถุประสง์ของการมาญี่ปุ่นของเราก็จะสามารถลุล่วงได้...

 

ไม่หรอก...นี่มันแค่เริ่มต้น

 

ผมยังต้องปฏิบัติภารกิจลับนี่ต่อ

คราวหน้า F คงไม่ออกโรงแล้วสินะ

ผมต้องเผชิญหน้ากับ O เอง...

 

เอาละ...ผมมีเวลาสี่สัปดาห์

ในการไขปริศนาลับของเทปนี้ให้ได้

รอก่อนเถอะ O !


-------
 
ก็เป็นส่วนของเหตุการณ์ประหลาดๆที่เจอ
เอามาเล่าสู่กันฟังเผื่อจะเป็นประโยชน์กับนักอ่านทุกท่าน
 
เพราะใครจะรู้ ว่าเย็นพรุ่งนี้ทุกท่านอาจจะต้องไปจิบชาราคาครึ่งพันก็ได้
 
เนอะ

 

...ลืมสิ่งสำคัญไปอย่างหนึ่ง

อันว่าใครจ่ายค่ากาแฟนั้นก็ไม่อาจทราบได้...

...คราวหน้าถ้าไปลองสั่งชาดูดีกว่า...

...อีกเดือนนึง...

11月9日

- [辛] ค า ไ ร่ -

คาไร่   辛い แปลว่า...เผ็ด...

 

...มาญี่ปุ่นได้ครึ่งปีแล้ว

เพิ่งได้ไปกินอาหารไทยในร้านอาหารไทยเป็นครั้งแรก...

 

โอ...

 

 

นี่เป็นอาหารรสชาติปรุงมาให้คนไทยกินแน่นอน

 

เสิร์ฟงี้ให้คนญี่ปุ่น  มีหวังโดนสาปส่ง

 

...เผ็ด...

 

...เผ็ด โว้ย...

 

แต่อร่อย... : - )

 

...แต่เผ็ดดดดดดดดดด

 

 

มีคนเคยบอกเราว่าคนญี่ปุ่นไม่รู้เทคนิคการกินของเผ็ด

 

...แปลว่าอะไร?

 

...แปลว่าคนไทยรู้เทคนิคกินของเผ็ดเหรอ...

 

...อืม

 

...ในฐานะคนไทยคนนึงเราว่าเราก็ไม่รู้นะ...

 

กินเผ็ดได้ไหม...  ได้

 

เทคนิคมีไหม...

 

...อืมม...

 

...กินข้าวเยอะๆจะหายเผ็ดมั้ง

(สามัญสำนึกเค้าไม่เรียกเทคนิคคร้าบบบ...)

 

 

...แล้วเค้าก็บอกว่า

 

"ไม่เคยสังเกตเหรอ คนไทยเวลากินของเผ็ดเนี่ย

จะรู้วิธีขยับในคอที่ถูกต้อง"

 

"ขยับ?  ในคอ"

 

"อื้ม ใช่...  ถ้าขยับถูก  ของเผ็ดมันจะลงไปโดนผนังคอเลยจะไม่แสบคอ"

 

"เห... " (ถึงแม่ไม่ได้อยู่ในปาร์ตี้คนชรา เห ก็หลุดมาเองโดยธรรมชาติ)

 

"มันไม่ใช่เทคนิคที่ฝึกได้หรอก  แต่ถ้ากินเผ็ดแบบคนไทยมาตั้งแต่เด็กแล้วจะทำเป็นธรรมชาติโยไม่รู้สึกตัวเอง...    คนญี่ปุ่นทำไม่เป็นกินก็เผ็ดไง"

 

"...เราถึงเผ็ดแค่ริมฝีปากเหรอครับ"

 

"ใช่..."

 

"..." (ถูกต้องหรือถูกต้มวะเนี่ย)

 

อืมมม ถูกต้อง ถูกต้มไม่รู้จริงๆ

แต่ดูเหมือนว่าอีกคนที่อยู่ในวงสนทนาก็จะพยักเพยิดๆตาม

 

"เนี่ย...เคยได้ยินเหมือนกัน"

 

เพื่อนมั่วหรือเราไม่มีเจเนอรัลโนวเลดจ์กันหว่า?

 

 

 

 

มาฟังทฤษฎีเราบ้าง

 

เราว่าความเป็นเผ็ดไม่ใช่เสกลหนึ่งมิติ

 

(หมายถึง ไม่ได้มีแค่เป็ดมากเผ็ดน้อย)

 

แต่เป็นเสกลหลายมิติ (แปลว่ามันมีเผ็ดหลายแบบนั่นเอง)

 

เช่น

 

ระยะเวลาที่เผ็ด  (เผ็ดทันทีที่กิน...  หรือ ตอนกินไม่เผ็ด  ทิ้งไว้แล้วเผ็ดทีหลัง)

 

ฯลฯ

 

 

เสกลความเผ็ดที่คนญี่ปุ่นชินดูเหมือนจะเป็นคนละแบบกับเผ็ดแบบไทย

 

จะว่าไปแล้วอาหารญี่ปุ่น ถ้าไม่นับวาซาบิละก็...

 

ไม่มีอาหารเผ็ดเลยใช่ไหมละ?

 

...เพราะฉะนั้นคนญี่ปุ่นถ้าจะเจอของเผ็ดก็จะเป็น

 

วาซาบิ (คนญี่ปุ่นไม่รู้สึกว่าเผ็ด)

 

แกง  (เผ็ดแบบอินเดียๆ)

 

อาหารจีน (เผ็ดแบบจีนๆ ถ้านึกไม่ออกให้ไปร้านอาหารจีนแพงๆแล้วไปกินพริกเผาข้างเคียงบนโต๊ะ...)

 

 

ตัวอย่าง กรณีศึกษา

 

สถานที่...

 

ร้านขายแกงกะหรี่ญี่ปุ่นหลายร้านคนกินสามารถเลือกระดับความเผ็ดได้ด้วย

ตั้งแต่ไม่เผ็ด เผ็ดน้อย เผ็ดกลาง ฯลฯ

 

ซึ่งหลายร้านไม่ได้ใช้เป็น"คำ" แต่ใช้เป็นเลข

 

เผ็ดสอง  เผ็ดสาม เผ็ดแปด อะไรประมาณนั้น

 

สถานการณ์...

 

ไปกินแกงกะเพื่อนญี่ปุ่นสี่คน

 

ทามะ   เผ็ดสอง

อันโนะ  ไม่เผ็ด

มัตซึกิ   เผ็ดสาม

...(ใครวะจำไม่ได้แล้ว)  จำไม่ได้

 

 

"ซันคุงๆ  กินเผ็ดเก่งใชมะ"

 

"ก็ไม่ได้เก่งอะไรหรอก ก็กินได้เรื่อยๆ"

 

"เก่งจริงกินเผ็ดสิบเดะ...  "

 

"เผ็ดสิบที่นึงครับ"

 

"เฮ้ย...เอาจริงเหรอ..."

 

"อื้ม...ทำไมอะ..."

 

"เฮ้ย...ถึงตายนะ..."

 

"เหอๆ  เผ็ดมันมีหลายประเภท (ว่าแล้วก็เลคเชอร์ทฤษฎีความเผ็ดให้คนญี่ปุ่นฟัง)"

 

 

 

...ผลการทดลอง...

 

ขณะกิน

ก็เผ็ดนิดๆนะ

แต่เทียบผัดกระเพราที่กินข้างบ้านไม่ได้หรอก

 

หลังกินสิบนาที

ไอไม่หยุด...

ระคายคอที่สุด...เสียงแทบหายไปเลย...

 

พอกันทีไม่กินอีกแล้วเผ็ดสิบ

 

...สรุป

 

เผ็ดไหม ไม่เผ็ด...

กินอีกไหม ไม่กิน!

 

 

...เจ็บแปลบขึ้นมาทันที...  แจ่วเผ็ดใช่ไหมแบบนี้... (8)

11月5日

- แ ต่ ง [ ง า น ] ๑ -

ตรงตามคำกล่าวเล่าแต่บุราณ
 
การเล่นว่าว
ยิ่งสาวว่าวได้สูงเท่าไหร่
การเอาว่าวลงก็ยิ่งยากเท่านั้น
โดยเฉพาะเมื่อว่าวนั้นติดลมบน
ใช่ว่าอยากเอาว่าวลงก็จะเอาลงได้ดั่งใจจงเสียทุกครั้ง
หากฝืนดึงดันรั้นกระตุก
ท่านว่าว่าวอาจจะขาดไปเสียฉิบ
 
 
 
เทียบได้กับกิจกรรมบางอย่าง
ที่ทำแล้วเกิดอาการอยากทำต่อ
หยุดไม่ได้
 
ไม่สิ
 
ถ้ามันหยุดไม่ได้จริงๆมันก็ยังไม่เท่าไหร่
แต่ส่วนใหญ่จะเป็นหยุดก็หยุดได้
แต่ไม่อยากหยุดมากกว่า
เหมือนกับสาวว่าวติดลมบน
 
 
จึ่งเป็นที่มาของคำว่า ติดลม ด้วยประการฉะนี้

 
 
 
อันอาการติดลมนั้น เป็นปกติของปุถุชนคนดาษๆ เช่นเราๆท่านๆ
โดยเฉพาะกับกิจกรรมเชิงบันเทิงเฮฮา
ที่ไม่ได้ทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
แต่เนื่องด้วยงานเลี้ยงก็ย่อมต้องมีวันเลิกรา
ตัวต้องไปแต่ใจก็ยังหมกมุ่น
 
ก็ว่าได้
 
 
 
แต่ในบางกรณีหรือชนบางกลุ่ม
อาการติดลมนั้นก็ไม่ได้เกิดกับเรื่องที่คนส่วนใหญ่เห็นว่า บันเทิงเสียเท่าไหร่
 
 
 
ในกรณีเป็นเรื่องการรงการเรียน วิชาการความรู้
ขอจักกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเนิร์ดไป
(ใครใคร่อ่านเพิ่มเติมก็ขอเรียนเชิญที่บลอกเจ๊ลอนดอน)
 
ในกรณีเป็นเรื่องการทำงาน
ภาษาประกิดท่านให้ใช้คำว่า workaholic
ถ้าจำไม่ผิด
จำได้ว่าเคยเรียนตอนอยู่ปี ๑ ที่มหาลัยชื่อดังแถวจุฬาฯ
 
 
 
เนื่องจากผู้ประพันธ์ไม่ได้อาศัยอยู่ในกรุงลอนดอนสถาน
หรือไม่ได้มานั่งทำวิจัยศัพท์ GRE แต่อย่างใด
เราจะขอสันนิษฐานที่มาของศัพท์อย่างจับแพะชนแกะว่า
 
workaholic = work + aholic
work คืองาน
aholic มาจากคำว่า alcoholic
workaholic ก็คือพวกบ้างานราวกับติดเหล้านะเอง...
 
 
 
แต่เนื่องจากคำนี้ไม่ได้เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวไทยนัก
เราจะขออนุญาตมิใช้คำนี้ในการเปรียบเปรยเสียละกัน
 
 
ปุจฉา
 
 
พวกบ้าเรียน  ท่านให้ขนานนามว่า เนิร์ด
พวกบ้าทำงาน  จักให้ขนานนามว่าอันใดดี?
 
 
คำตอบตามหลักบัณฑิตยสถานนั้น ผู้ประพันธ์ก็มิอาจทราบได้
เอาเป็นว่าถ้าเป็น
คำตอบตามหลักบัญญัติกันเองทุกสถานนั้น ท่านว่าให้เรียกว่า บ้างานราวกับชาวญี่ปุ่น
 
 
ทำไมนะเหรอ ?
 
เพราะชาวญี่ปุ่นบ้างานนะสิ!
 
บ้างานขนาดไหน ?
 
บ้างานราวกับแต่งงาน เลยก็กล่าวได้
 
หมายถึง
 
บ้างานราวกับแต่งกับงานไปแล้ว
อยู่กินด้วยกันฉันท์สามีภรรยา
 
แค่มีเธอเท่านั้น ชีวิตชั้นก็โสมนัสสสสสสสส...
 
 
เยี่ยงนั้นเลย...
 
 
เนื่องจากผู้ประพันธ์ก็บ้างานพอกัน
คราวหน้าจักมาเขียนต่อขอรับ
 
สรุป สิ่งที่อยากเล่า : ความบ้างานของคนญี่ปุ่น
 
เอาละ
ขอตัวไปทำงานต่อเสียละกันขอรับ
ไม่รู้จะได้แต่งงานเมื่อไหร่เหมือนกันเนอะ...
10月29日

- เ รื่ อ ง ข อ ง [ เ ข า ] -

ผ่านไปแล้วหนึ่งสัปดาห์ตั้งแต่วงเราอะแคปเปล่าของเขาออกแสดงที่งานประจำปีของมหาลัย 

อะไรอะไรเปลี่ยนไปเยอะแฮะ

 

โลกกับวงการบันเทิงก็เป็นงี้แหละ ไม่มีอะไรตายตัว 

เป็นสัจจธรรมของชีวิต

 

-----------------------------------------

 

"อยากอะแคปเปล่าจัง..."

อยู่ๆชิมาซากิก็เอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย 

ในรถไฟสายโตคิวโอมาจิที่นั่งกลับบ้านอยู่ทุกวัน

มันเป็นวันที่ห้านับตั้งแต่ PRIMO ออกแสดงเป็นครั้งแรก

 

 

เป็นประโยคง่ายๆที่เข้าใจง่าย

ทั้งด้านไวยากรณ์  ความนัย  และ ความใน

มีคนเสนอ เขาก็ควรสนอง

 

"กูก็อยากเหมือนกัน  ทำปะละ?"

 

--------------------------------

 

ไม่ว่าจะมืออาชีพหรือมือสมัครเล่น

การสร้างวงดนตรีขึ้นมาไม่ใช่เรื่องง่าย

 

จุดมุ่งหมายที่ไปในทางเดียวกัน

 

การให้ทุกคนในวงยอมรับในฝีมือของกันและกัน

 

รวมถึงสิ่งที่สำคัญที่สุด  มิตรภาพและความไว้เนื้อเชื่อใจกัน

 

การสร้างวงดนตรีขึ้นมาไม่ใช่เรื่องง่าย

 

โดยเฉพาะเมื่อคุณสร้างวงดนตรีในประเทศญี่ปุ่นโดยที่ภาษาญี่ปุ่นคุณก็พูดได้แค่เนี้ย

 

แต่หลังจากพยายามมากว่าสี่เดือน

ในที่สุดวงของเขาก็ได้ออกแสดงจนได้

ชื่อวง PRIMO

 

พูดตรงๆ ฝีมือของวงของเขาในโลกอะแคปเปล่ายังอยู่ระดับต่ำ

ยังไม่ได้ครึ่งของ"จิ๊กโฉ่ว"เลย

(ใครรู้จักวงอะแคปเปล่าชื่อดัง  นามว่า "จิ๊กโฉ่ว"บ้างเอ่ย ยกมือขึ้น)

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่า X คือ diff X ต่อ t ใช่ไหมละ

(สมมติว่าไม่มีความเร่ง)

PRIMO พัฒนาเร็วจนน่าตกใจ

นี่หรือคือคนญี่ปุ่น?

(จริงๆเขาควรจะตกใจ  และชมเชยเพื่อนๆในวงในฐานะปัจเจกบุคคล

หรือในฐานะคนญี่ปุ่นดี...?)

 

เอาเป็นว่า ณ ปัจจุบัน เขาเชื่อว่าสภาพแวดล้อมแบบที่เขาอาศัยอยู่มันทำให้คนมันเป็นแบบนั้นละกัน

แล้วเวลาจะพิสูจน์เอง

 

--------------

 

"ปัญหาคือคน   กูอยากได้คนเก่งๆอะ  มึงว่าใครเก่งบ้างอะ"  กู...เอ๊ย...เขาเอ่ย

 

"อุราโน่ ไง  " ชิมาซากิ(เบส)เอ่ย

 

"ที่จริงกูคุยเรื่องนี่กับอุราโนตั้งแต่ ทริปปี ๑ แล้ว  มันว่าไงบ้างละ"

 

"มันก็อยาก  ถ้าเป็นอย่างนี้ก็มีเบสแล้วสอง เทเนอร์หนึ่ง..." ชิมาซากิลากเสียงไปสักพัก แล้วเอ่ยต่อ "เทเนอร์ไม่พอ"

 

"เด็กปี ๑ เทเนอร์ เก่งๆ ก็นะ...  อืม...  มึงว่าไงละ" เขาถามความเห็น

 

"...ก็...นะ..." คนญี่ปุ่นไม่ชอบพูดอะไรตรงๆ

 

"...กูก็ว่างั้นวะ... เหอ เหอ เหอ..." เขาก็พยายามไม่พูดอะไรตรงไป "สงสัยต้องปี ๒ ด้วยแล้วมั้ง"

 

"ปีสองเบสก็...  นะ... ไม่ค่อยมี เก่งๆเท่าไหร่หรอก"  คนญี่ปุ่นบางที่ก็พูดอะไรตรงๆ

 

"ปีสองเทเนอร์...  ก็ต้องเคย์ซัง  เท่าน้านนน ละนะ"

 

"โอ้ๆ จริงๆด้วย  เคย์ซัง เวิร์คๆ"

 

"...ที่จริง  กูเคยคุยกะเคย์ซังตั้งแต่ ทริปปี ๑ แล้วละ  เคย์ซังเค้าไม่เล่นด้วย" เขาเอ่ยข้อเท็จจริงออกไป

 

"อ้าวเหรอ...  เค้าไม่เอาด้วยเหรอ"

 

"... แต่มันตั้งสองเดือนมาแล้วนี่  จนถึงป่านนี้อะไรอะไรก็เปลี่ยนไปเยอะ...  ถามดูอีกทีคราวนี้อาจจะตกลงแล้วก็ได้"  เขากล่าว

 

-----------------------------------

 

ที่ญี่ปุ่น ณ สภาพแวดล้อมที่เขาอยู่อาศัย

การเป็นสมาชิกในวงดนตรีหลายวงเป็นเรื่องปกติ

รุ่นพี่เจ๋งๆ ที่ดีมานด์สูงๆ บางคนมีสี่ห้าวงด้วยซ้ำ

เพราะเป็นเรื่องที่ไม่แปลกที่แต่ละคนอยากจะร้องเพลงแบบต่างๆกันไป

แต่วงแต่ละวงก็มีคอนเซปท์ และสไตล์ในตัวของมันเอง 

 

-------------------------------------

 

วันถัดมาตอนเย็นทันทีที่เขาเปิดประตูเข้าไปในชมรม

เคย์ซังก็ผวาเข้ามาหา

 

"อะแคปเปล่าๆๆ  ร้องเพลงกันโย่ๆๆ"

 

"อะ... ยินดีครับแต่... ทำไมจู่ๆ..."  เขาตกใจ

 

"ชิมาซากิมาคุยกะพี่เมื่อเช้า  ทำๆ ร้องๆ  วันก่อนที่ปฏิเสธขอโทษด้วย  ยาโร่เสสสสส "

 

"โอเค งั้นก็...  ยังขาดอีกคนสองคนครับ  สี่คนยังไม่พอหรอกมั้งฮะ"

 

จริงๆเขารู้มาตั้งนานแล้วว่าเคย์ซังอยากทำวงอะแคปเปล่าจริงๆจังๆจะตาย

ก็รู้หรอกนะว่าถ้าชวนคราวนี้เค้าจะไม่ปฏิเสธ

แต่ไม่คิดเลยจริงๆว่าจะกระตือรือร้นขนาดนี่

 

ไม่คิดด้วยว่าจะขอโทษเรื่องที่ปฏิเสธคราวก่อน

 

เขาก็ไม่ถือจริงๆ  แต่นึกว่าจะวางฟอร์มอะไรหน่อย

นี่ไม่มีวางฟอร์มเลยสักนิด

กระโดดเข้ามาท่ามกลางสายตาคนในห้อง

(อุราโน่ กับชิมาซากิก็อยู่ในห้องแฮะ...)

 

-----------------------

 

ก็เป็นงี้แหละ ไม่มีอะไรตายตัว 

เป็นสัจจธรรมของชีวิต

 

แล้วเวลาจะพิสูจน์เอง

 

เขาเองก็เต็มที่กับทุกอย่างที่เขาอยากทำอยู่แล้ว

"ตามมาให้สุดทางละกัน" เขาเอ่ยในใจ

 

ไฟโตะ !

 

-----------------------------------

 

วันถัดมาในเกมเซนเตอร์

 

"อยากอะแคปเปล่าจัง..."

อยู่ๆทามะเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย 

 

"..."

 

10月25日

- [ ท ร า บ ] ซึ้ ง -

 

ทำไมประเทศที่เจริญแล้วมักจะเล่นกีฬาเก่งกว่าประเทศที่กำลังด้อยพัฒนา ?

 

ถ้าเป็นอย่างจีน อเมริกา รัสเซีย ก็พอเข้าใจอยู่

ประเทศมันกว้าง พรอพที่จะสุ่มไปเจอคนเก่งก็เยอะใช่ไหม

 

แต่ประเทศอย่างฝรั่งเศส เยอรมัน ไรเงี้ย (นิปปง ไรเงี้ย)

ขนาดประเทศ จำนวนพลเมืองไม่ได้ต่างจากเมืองไทยเท่าไหร่เลย

แต่เก่งกว่าเราเยอะ

 

คงเป็นเพราะเค้าเจริญกว่า

 รัฐบาลสนับสนุนมากกว่า

คนพอมีอันจะกิน สามารถหาเวลาไปทำอะไรอย่างที่ตัวเองอยากทำได้

ไม่ต้องปากกัดตีนถีบเหมือนบ้านเรา

 

...

 

นั่นคือกีฬา

ที่เค้าเลือกเอาเฉพาะคนเก่งๆไปแข่ง

 

...

 

แต่ที่สงสัยคือดนตรี

 

สงสัยมาตั้งนานแล้ว 

ทำไมระดับของดนตรีที่นี่ถึงต่างกับเมืองไทยอย่างนี้นะ...

 

 

นี่ไม่ใช่เรื่องของการเลือกคนที่เก่งที่สุดไปแข่ง

แต่เป็นเรื่องของคนทั่วไปในประเทศ

 

 

ถ้าจะให้พูดให้ง่ายๆอาจจะเป็น

นักกีฬาแบดมินตันชาวฝรั่งเศส ชนะนักกีฬาแบดมินตันชาวไทย

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าจับคนฝรั่งเศสธรรมดามาแข่งกับคนไทยธรรมดาคนฝรั่งเศสจะชนะ... ใช่มะ ?

 

แต่เรื่องดนตรีกับญี่ปุ่นนี่ต่างกัน

 

ราวกับว่าดนตรีสำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว เป็นอะไร มากกว่า ดนตรีสำหรับคนไทย

 

 

เพลงหลากหลายมากกว่า

ซับซ้อนมากกว่า

ดนตรีระดับ "เล่นขำๆ" ยังเพราะกว่าระดับ ดนตรี"ขาย"ของเมืองไทยมากมาย

 

 

...

 

จริงๆแล้วที่อยู่ๆเขียนเนี่ยรู้สึกอย่างนี้มานานแล้ว

เผอิญเมื่อวานที่งานโรงเรียน

วงเราก็แสดงอะแคปเปล่า

วงอื่นก็มีเยอะแยะ

 

อินดี้ดี

แจสสสสสสสสสสสมาก

 

มีอยู่วงนึงร้องเพลงอนิเม ไปสิบกว่าเพลง

ซ้อมก็ไม่ซ้อม กางโน้ตอ่านร้องได้เลย

ร้องขำๆกันจริง

 

วันหลังมีเวลาจะเขียนประเด็นเจาะไปเรื่อง

การร้อง กับวงประสานเสียงของที่นี่ดูสักครั้ง

ร้องเพลงที่ญี่ปุ่นมาครึ่งปีแล้ว 

เฝ้าดูอัตราความก้าวหน้าของพวกเด็กเข้าใหม่มาตั้งนานแล้ว

ทำไมมันก้าวหน้าเร็วงี้ฟระ

 

เร็วกว่าวงคอรัสบางวงแถวมหาลัยชื่อดังย่านจุฬาฯเยอะเลยแฮะ

 

เอาเถอะเข้าประเด็นนั้นเดี๋ยวยาว

 

เอาเป็นว่าขอสรุปด้วยสมมติฐานหนึ่งในหลายๆๆๆๆๆๆๆข้อละกันครับ

 

คนเราถ้าได้ฟังดนตรีดีๆบ่อย ย่อมจะ ทราบ-ซึ้ง ในดนตรีมากขึ้น  และความรักและความเข้าใจในดนตรีก็จะมากขึ้นตามไปด้วย 

คงเป็นเพราะที่ญี่ปุ่นมีอะไรให้ฟังเยอะ

 

ในขณะที่บ้านเรามีค่ายเพลงเน่าๆคุมตลาดอยู่

พับผ่าสิ

 

รอเราทำวิจัยเอกให้จบก่อนเถอะ

กลับไปจะสร้างเอไอเจ๋งๆมาแย่งงานของคนในตลาดวงการดนตรีไทยทุกคนให้ได้เลย

ดูสิว่าถ้าไม่พัฒนาระดับ งานดนตรีให้ไปสู่ระดับที่น่าสมควรจะเรียกได้ว่า "เป็นงานของมนุษย์" แล้วจะเป็นไง

 

คอยดูละกัน  เหอ เหอ เหอ !

 

 

(ป.ล. ไม่เคยได้เขียนบทความแบบนี้เสียที นานๆทีลองเขียนสดๆ ธรรมดาๆ กัดชาวบ้านชาวช่องบ้างก็ไม่เลวเนอะ... )

 

10月19日

- [ ขี้ ] เ กี ย จ -

 
อันว่าความขี้เกียจนั้นถือเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์
 
-----------------------------------
 
คำถามทางจิตวิทยา ๑
 
กรุณาตั้งใจตอบคำถาม
 
 
วันนี้เป็นวันที่ฝนตกแบบไม่ต้องมาลังเลว่าจะกางร่มไหม
ระหว่างที่คุณกำลังเดินกางร่มไปตามทางอยู่ดีดี
ข้างหน้าก็มีสะพานรถวิ่งให้คุณเดินลอด
ตรงนั้นเป็นพื้นที่ว่าง ไม่มีคน
สะพานค่อนข้างกว้าง ประมาณ ๑๕ เมตร
หมายถึงเป็นพื้นที่ ๑๕ เมตรที่ไม่ต้องกลัวเปียกฝนแน่นอน
เพดาน (ใต้สะพาน) ยกสูง  ไม่ต้องกลัวร่มจะไปชนแน่นอน

เมื่อคุณเดินไปถึงใต้สะพาน
คุณจะเดินต่อในท่าเดิม
โดยที่ร่มยังค้างอยู่ คลุมหัวไว้
 
หรือ
 
จะเอามือลงมาข้างตัวเพื่อผ่อนคลาย
จะหุบร่มไม่หุบร่มก็แล้วแต่
ไว้ใกล้จะออกจากสะพานค่อยยกมือใหม่
 
 
เมื่อคุณเดินไปถึงใต้สะพานเป็นคุณคุณจะทำอย่างไร ?
 
 
 
---- กรุณาหยุดอ่าน และคิดก่อน ได้คำตอบแล้วค่อยอ่านต่อ ----
 
 
คงมีหลายคนเอาร่มลง
คงมีหลายคนเอาร่มค้าง
 
แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร
เหตุผลของคนส่วนใหญ่มักจะเหมือนกัน
 
"ขี้เกียจ"
 
 
คนเอาร่มลงเอาร่มลงเพราะขี้เกียจถือ
คนถือร่มค้างถือร่มค้างเพราะขี้เกียจเอาลง
 
 
------------------------
 
 
 
คิดๆดูแล้ว ความขี้เกียจก็เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์จริงๆ
 
 
ความขี้เกียจสามารถผลักดันให้มนุษย์สามารถทำอะไรที่ไม่น่าเชื่อหลายอย่างได้
 
 
----------------------------
 
 
แตงเดินเข้ามาเห็นต้นกำลังง่วนอยู่หน้าคอมพิวเตอร์อยู่
"ต้น  เล่นเกมอยู่เหรอ ? ไหนว่าจะทำงานไง"
"ทำงานอยู่ เล่นเกมอะไรกันละ"
"อ้าว เห็นกดรัวๆอย่างนั้น"
"ทำเวิร์ดอยู่  จัดหน้าอยู่"
"ไหน  อ้าว    ทำไมทำงี้อะ ?"
" เนี่ย ตรงนี้อยากได้ ตัวอักษรสองคอลัมน์อะ
  ไม่รู้จัดไงให้มันสองคอลัมน์ เหมือนกัน
  ขี้เกียจหาวิธีอะ
  เลยนั่งทำแบบแมนั่วดีกว่า
  ตัดแปะ ตัดแปะ เว้นวรรคอยู่เนี่ย"
"โห... ขยันจริง"
 
 
-----------------------------
 
 
 
จะว่าไปแล้วความขี้เกียจนั้นมีพลังเหนือความขยันด้วยซ้ำ
จริงๆอยู่ว่าหากขยันจริงตั้งใจจริงย่อมทำงานได้ดีกว่า
แต่ความขยันนั้นสร้างยาก รักษายาก
 
ไม่สิ พูดให้ถูกคือความขี้เกียจ มันติดง่ายดีกว่า
 
 
เหมือนหวัด
 
ที่ทุกคนรู้วิธีป้องกัน
ก็แค่อย่าไปในที่อากาศร้อนไปหนาวไป
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
กินน้ำเยอะๆ
ฯลฯ
 
แต่ก็ไม่เห็นมีใครป้องกันหวัดได้ตลอดปี
 
 
 
 
เพียงเผลอใจแค่เสี้ยววินาทีเดียวคนเราก็จะถูกความขี้เกียจ
เป็นดาร์คฟอร์ซครอบงำอย่างง่ายดาย
 
 
 
--------------------------------------------
 
 
 
อย่างไรก็ดี
 
ความขี้เกียจนั้นเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดี
หากใช้ถูกทางก็สามารถ ทำให้เกิดประโยชน์ได้
 
ขี้เกียจนอนย่อมเป็นแรงขับเคลื่อนให้ตื่นที่ดี
ขี้เกียจขี้เกียจย่อมเป็นแรงขับเคลื่อนให้ขยัน
 
 
ดังนั้นแล้ว
 
 
พวกเรามาใช้พลังขี้เกียจในทางที่ถูกต้องกันเถอะ
 
 
 
"เป็นอะไรไปละต้น ทำไมวันดีคืนดีเกิดลุกมาอ่านหนังสือละ"
"ขี้เกียจเรียนซ้ำชั้นอะ"
 
 
ขี้เกียจลำบากในวันหน้าขยันในวันนี้ก็คงไม่เลวเท่าไหร่  
 
เนอะ 
 
--------------------------------
 
 
 
คำถามทางจิตวิทยา ๒
 
 
 
บทความนี้ทีคำว่าขี้เกียจ อยู่ทั้งหมดกี่คำ ?
 
 
 
---- กรุณาหยุดอ่าน และคิดก่อน ได้คำตอบแล้วค่อยอ่านต่อ ---- 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
... ขี้เกียจนับโว้ย!
 
 
10月16日

- [ คิ ท ] แ ค ท ๒ -

โย่  มาเข้า มุม คุยกันสบายๆ ดีกว่า
เรื่องที่อยากพูด...
 
๑.  อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก
เพิ่งดู Final Fantasy Advent Children จบไป...
 
ทั้งๆที่เราเป็นสาวก FFVII ตัวจริง
แต่อยู่ญี่ปุ่นมันหาของเถื่อนไม่ได้
 
จริงๆเพื่อนส่งมาให้นานแล้ว
แต่เข้าใจผิดว่าเป็นอย่างอื่นเลยไม่ได้ดู
เพิ่งรู้เมื่อวาน
เพิ่งดูเมื่อเช้า
 
ตอนจบน้ำตาไหลพราก...
 
อ๊ากกกกกกกกกกกกกก...สุดยอดดดดด
 
๒.  ทิฟ่าน่ารักแฮะ
 
๓. ใครสนใจมาถก FFVII AC เชิญหลังไมค์
เผอิญไม่สันทัดวิจารณ์หนังเหมือนใครบางคน
 
๔. พูดถึงใครบางคน 
มีโต้บลอกด้วย (ฮา)
เขียนโต้กลับบ้างก็ดีนะ
เดี๋ยวมีเวลา ทำจดหมายโต้กันดีกว่า ดีไหมเนี่ย
น่าสนุกดี
แต่เราเถียงคนมะค่อยเก่งอะ ^_^
 
เริ่มรู้สึกว่าพูดเถียงไม่ค่อยออกอะ
 
สงสัยเขียนบลอกโต้กันเราคงแพ้ราบแน่
 
๕. วันเสาร์อาทิตย์หน้า วงอะแคปเปล่า ของเราที่ญี่ปุ่น (๕ คน)
จะออกแสดงเป็นครั้งแรกแล้วววว
จะเป็นไงวะเนี่ย...  จะล่มป่าววะ...
ตื่นเต้น
 
๖. อยากไปดิสนีย์แลนด์อีกจัง
ช่วงนี้มันเทศกาลฮาโลวีน
มันเป็นบรรยากาศที่น่าไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์มาก
แถมช่วงนี้เค้าตกแต่งข้างในบ้านผีสิงให้เข้ากับบรรยากาศฮาโลวีนด้วย
อยากไปๆ
 
๗. พูดถึงฮาโลวีน
วันฮาโลวีน มีงานปาร์ตี้นักเรียนนอก
เราก็ถูกสมาคมนักเรียนไทย มอบตำแหน่ง (โบ้ย) ให้เป็นพิธีกรงานเรียบร้อยแล้ว
ภาษาอังกฤษเสียด้วย
เวร
ไม่ได้พูดมากี่เดือนแล้ว... ตายแน่
 
 
๘. รู้สึกไม่ค่อยได้เล่าเรื่องตัวเองแบบที่คนทั่วไปเค้าเล่ากันลงในบลอกเลยนะ
มีแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้  ปาร์ตี้คนแก่  ฝนตก ฯลฯ
 
 
เออ ใช่ พูดถึงฝนตก
 
๙. เมื่อวานลมพัดแรงจน
"ฝนตกขนานพื้น" 
สุดยอดจริงๆ
 
 
ซัน ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
ว่าจะถือร่มตั้งฉากหรือเอียงหรือขนานกับพื้นดี
 
...เขาไม่มีร่ม
 
 
10月14日

- [ ค น ] ส ว น ๒ -

 
คนสองคนที่สวนทางกัน 
เจอกันไม่นานก็ผ่านไป
 
แต่หากมีใครที่สวนทางกัน
แต่ไม่ผ่านไปจากชีวิตเสียที
 
คุณสองคนคงไม่ได้สวนทางกันจริงๆหรอก
ไม่คุณก็เค้า ใครสักคนกำลังเดินถอยหลังไปทางเดียวกันกับคุณ
 
 
 
 
 
ไม่ก็...ทั้งคู่ก็คงหยุดอยู่กับที่...
10月13日

- [ ค น ] ส ว น -

ถนนชีวิตก็เหมือนกับถนนธรรมดานะแหละ
 
ทำไมก็ไม่รู้
 
ไปไหนทีไรเจอคนเดินสวนทางมากกว่าคนเดินทางเดียวกันทุกที
10月10日

- [ ใ ต้ ร่ ม ] ใ ต้ ฟ้ า -

นานาชีวิตและความคิดหลากลายใต้ร่มใต้ฟ้าเดียวกัน
 
 
 
วันนี้เนื่องด้วยพายุลูกใหญ่
ถึงฝนจะไม่แรงมากแต่ลมจะค่อนข้างแรงเป็นพิเศษ
ลมพัดฝนวิ่งทำมุมสามสิบองศากับพื้นดิน
 
 
ใต้ฟ้าแห่งนี้
คนแต่ละคนล้วนมีชีวิตของตัวเอง
มีความคิด  มีปัญหา มีวิธีแก้ไขของตนเอง
 
แตกต่าง
 
แต่อยู่ภายใต้กฎเดียวกัน
 
--------------------------------------------
 
 
สมชาย  ตัดสินใจเดินถือร่มเอียงทำมุม สามสิบองศากับพื้น
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมคนส่วนใหญ่นิยมถือร่มตั้งฉากกับพื้นในเวลาแบบนี้
ลมพัดฝนพุ่งเข้าหาตัว  จนเรียกว่า"ฝนตก"ได้ไม่เต็มปากอยู่แล้ว
ไม่ถือแบบนี้ไม่มีทางกันฝนได้แน่ๆ
 

พิศาลย์ ไม่เคยถามตัวเองว่าทำไมถือร่มตั้งฉากเดินในเวลาแบบนี้
จริงๆแล้วที่ไม่ถามก็เพราะก็เดาได้ว่าตัวเองจะตอบคำตอบของคำถามว่าอย่างไร
"มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ"
คนอื่นเขาก็ถือแบบนี้กันทุกคนนะแหละ
ไม่ถือแบบนี้ก็เดี๋ยวจะถูกมองเป็นตัวประหลาด
จะว่าไปแล้วเปียกนิดเปียกหน่อยไม่เป็นไรหรอก
 
 
แป๋ว คิดอยู่นานก่อนจะกางร่ม
ลมแรงระดับนี้ร่มอาจจะพังได้ง่ายๆ
ควรคิดวิธีกางที่ดีก่อนแล้วค่อยกาง
หล่อนหันไปทวนลมแล้วกดปุ่มเพื่อเปิดร่ม
ผ้าใบร่มดีดตัวออก ค้างกลางอากาศสักครู่ แล้วเด้งกลับ
อา... กางร่มทวนลมไม่ได้สินะ
หล่อนหันไปทิศตามลมแล้วกดปุ่มกลางร่ม
ผ้าใบร่มดีดตัวอย่างง่ายดายและรวดเร็ว
ด้วยแรงมหาศาลผ้าใบก็พลิกกลับ
แล้วร่มราคาถูกก็พังลงในทันใด

 
บรรเจิด เดินถือร่มตั้งฉากกับพื้น
เดิมทีเขาไม่ใช่คนละเอียดอ่อนกับเรื่องเล็กๆน้อยอยู่แล้ว
ยิ่งวันนี้ที่บริษัทมีประชุมใหญ่เสียด้วย
ตอนนีสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องคิดบทพูดในที่ประชุม
เขาไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่าการกางร่มแบบนั้นไม่ได้ทำให้เขาไม่เปียก

 
จิ๊บ รู้สึกว่าพี่โต้ง เป็นคนมีน้ำใจมาก
วันนี้จิ๊บลืมเอาร่มมาที่ทำงาน
ขากลับติดฝนกลับไม่ได้
พี่โต้งอุตส่าห์จะให้ร่มเราแล้วตัวเองตากฝน
เราก็เกรงใจ
ผลสุดท้ายก็เดินกลับบ้านด้วยกัน
ร่มก็ไม่ได้ใหญ่มากอะไร
เขาอุตส่าห์เดินนอกๆร่มเพื่อให้เราไม่เปียก
พี่โต้งเงี้ย ทั้งตัวทั้งกระเป๋าสะพายใหญ่เปียกมะลอกมะแลกเลย
สุภาพบุรุษจริงๆ
 
 
สาริณีย์ ถามตัวเองเสมอว่าทำไมคนส่วนใหญ่นิยมถือร่มตั้งฉากแม้แต่ในเวลาแบบนี้
ลมพัดฝนพุ่งเข้าหาตัว  จนเรียกว่า"ฝนตก"ได้ไม่เต็มปากอยู่แล้ว
แต่คนอื่นเขาก็ถือแบบนี้กันทุกคนนะแหละ
ไม่ให้ทำแบบนี้จะให้ทำไงละ ? 
 ถือเอียงสามสิบองศาเหรอ ?
หล่อนตัดสินใจถือร่มให้เตี้ยที่สุด
อย่างน้อยจะเปียกก็เปียกแต่กระโปรงแหละ
 
 
โต้ง  รู้สึกโชคดีที่เมื่อวานลืมร่มไว้ที่ทำงาน
วันนี้เนื่องด้วยไม่มีร่มใช้จึงยืมร่มพับได้ของที่บ้านมาใช้ก่อน
ขากลับจึงมีร่มสองคัน
คันหนึ่งไว้กางให้น้องจิ๊บ
คันหนึ่งเก็บไว้ในกระเป๋าสะพาย
ชอตนี้เด็ดสุดๆ
สุภาพบุรุษจริงๆ
 

ไพบูลย์ ไม่เคยถามตัวเองว่าเคยถามตัวเองว่าทำไมถือร่มตั้งฉากเดินในเวลาแบบนี้ไหม
เอาเป็นว่าวันนี้เขาก็เดินถือร่มตั้งฉากกับพื้น
แต่เขาไม่เปียก
เพราะเขาใส่เสื้อกันฝนไว้ข้างในแล้วชั้นนึง
ถามว่าทำไมใส่เสื้อแล้วต้องกางร่มนะเหรอ 
ไม่รู้สิ
เสื้อกันฝน พกมาแล้ว มีก็ใส่
ร่ม พกมาแล้ว มีก็กาง
ถามว่าทำไมต้องพกทั้งร่มทั้งเสื้อกันฝนนะเหรอ
ไม่รู้สิ
ซื้อมาแล้ว มีก็พก...
 
 
จำรูญ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยกรมอุตุนิยมวิทยา
มาถึงกรมอุตุนิยมวิทยาได้อย่างเนื้อตัวแห้งหมดจด
ในฐานะเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยของกรมอุตุนิยมวิทยาคนหนึ่ง
เขาล้มเหลวที่หน่วยงานของเขาทำนายฝนครั้งนี้ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง
แต่ในฐานะประชาชนธรรมดาๆคนหนึ่ง
เขาประสบความสำเร็จที่ไม่เชื่อคำพยากรณ์ของหน่วยงานตัวเอง
และถือร่มติดตัวมาทำงาน
 

เก่ง ปั่นจักรยานไปโรงเรียนเป็นประจำ  แม้แต่ในวันที่ฝนตก
เขาขี่มือเดียวไม่ได้   จึงไม่มีมือเหลือให้ถือร่ม
เขาตัดสินใจวางร่มบนตัวของเขา
หัวยันผ้าใบของร่มไว้
ร่องรักแร้ขวาพยายามหนีบคันร่มไว้ไม่ให้หลุด
เขาไม่ต้องลังเลว่าจะถือร่มตรงหรือเอียงในเวลาแบบนี้
เพราะถึงแม้เขาพยายามจะถทอร่มให้ตรง
มันก็จะเอียงเองอยู่ดี
 

มนตรี  รอง ผอ. ศูนย์วิจัยกรมอุตุนิยมวิทยา
มาถึงกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างเนื้อตัวเปียกโชก
ในฐานะเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยของกรมอุตุนิยมวิทยาคนหนึ่ง
เขาล้มเหลวที่หน่วยงานของเขาทำนายฝนครั้งนี้ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง
ในฐานะประชาชนธรรมดาๆคนหนึ่ง
เขาประสบความล้มเหลวที่เชื่อคำพยากรณ์ของหน่วยงานตัวเอง
และไม่ได้ถือร่มมาทำงาน
แต่ในฐานะรอง ผอ. ศูนย์วิจัยของกรมอุตุนิยมวิทยา
เขาประสบความสำเร็จในการสร้างสปิริตให้กับพนักงานใต้บังคับบัญชา
ในการไม่ได้ถือร่มมาทำงาน
 

พรพิศ กางร่มออกมาจ่ายตลาด
ในใจคิดแต่เรื่องหมูกับผัก
หมูร้านนี้ขีดละเท่านี้บาท
หมูร้านนั้นขีดละเท่านั้นบาท
เอ...ทำไมคนอื่นมองมาทางเราแล้วหัวเราะละ
โหระพาร้านนี้กำละเท่านี้บาท
แต่ร้านนู้นกำละเท่านู้นบาท
เอ...หันมาทางเราแล้วหัวเราะจริงๆด้วย
ดังนั้นหมูซื้อร้านนี้ก็ได้แต่โหระพาต้องซื้อร้านนั้น
"ขอหมูสามขีด"
"สามขีดนะคะ  ได้คะ... ว่าแต่คุณนายไม่หุบร่มก่อนเหรอคะ
ที่นี่มีหลังคาคะ ไม่ต้องกางก็ไม่เปียกคะ"
 
 
อานนท์ ไม่ลังเลเลยสักนิดว่าจะกางร่มตรงหรือเอียงดี
เขาไม่มีร่ม
 

สมชาย ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี  ว่าทำไมคนส่วนใหญ่นิยมถือร่มตั้งฉากกับพื้นในเวลาแบบนี้
ลมพัดฝนพุ่งเข้าหาตัว  จนเรียกว่า"ฝนตก"ได้ไม่เต็มปากอยู่แล้ว
ไม่ถือแบบนี้ไม่มีทางกันฝนได้แน่ๆ
แต่ถือแบบนี้ก็เดี๋ยวจะถูกมองเป็นตัวประหลาด
...
ถือร่มตั้งฉากก็ได้
เปียกนิดเปียกหน่อยไม่เป็นไรหรอก
 
 
---------------------------------
 
ใต้ฟ้าแห่งนี้
คนแต่ละคนล้วนมีชีวิตของตัวเอง
มีความคิด  มีปัญหา มีวิธีแก้ไขของตนเอง
 
แตกต่าง
 
แต่อยู่ภายใต้กฎเดียวกัน
10月8日

- [ วั ย เ ฒ่ า ] แ ม ธ เ ธ อ ร์

 
ถ้าถามว่าอะไรเป็น "เสน่ห์" ของการมีชีวิตอยู่ละก็
บางทีคำตอบอาจจะเป็น
"เพราะชีวิตเป็นสิ่งท้าทาย"
ก็เป็นได้
 
ว่ากันว่า ในตอนเช้าเราไม่สามารถคาดเดาได้ด้วยซ้ำว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราในตอนเย็น
 
เห็นจะจริง
 
-----------
 
พอรู้ตัวอีกทีผมก็มาอยู่ ณ สถานที่แห่งนั้นแล้ว
ถามว่าแห่งไหน  ลองนึกถาพตามดู
 
ห้องอาหารญี่ปุ่นหรูๆส่วนตัว
 
โต๊ะยาวเหยียดสองโต๊ะ
 
ผม
 
เพื่อนชาวญี่ปุ่นวัยเดียวกันหนึ่งคน
 
สารพัดกับแกล้ม และเบียร์
 
คนยี่สิบสามสิบคน
 
ที่สนิทกันดีอยู่แล้ว
 
ที่ผมและเพื่อนไม่เคยเจอหน้ามาก่อน
 
นอกจากผมและเพื่อน มีคนอายุน้อยกว่าห้าสิบ อยู่สามคน
 
และแน่นอน...
 
ทั้งหมดนอกจากผมไม่มีใครพูดไทย
 
... และอังกฤษ
 
 
ถ้าสรุปให้เข้าใจง่ายๆ คงต้องบอกว่า
พอรู้ตัวอีกทีผมก็มานั่งดื่มในงานโนมิไคส่วนตัวในร้านอาหารอย่างหรูของกลุ่มสมาคมชายชราแปลกหน้าชาวญี่ปุ่นราวยี่สิบสามสิบคน
 
ผมกับเพื่อนมีความจำเป็นต้องแทรกซึมเข้ามาในงานนี้ด้วยภารกิจบางประการ
หน้าที่ของเราคือปฏิบัติภารกิจให้เสร็จและกลับบ้านอย่างปลอดภัย
และเอนจอยกับงานโนมิไค
 
ถามผมว่าอึ้งไหม ...  อึ้ง  อึ้ง ไปเลย
เพื่อนญี่ปุ่นผมเป็นไง... อึ้ง อึ้ง เหมือนกัน 
เป็นข้อพิสูจน์อย่างดีว่า  ถึงแม้จะไม่มีข้อจำกัดด้านภาษาการมีชีวิตรอดในสถานการณ์ดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องสบายสบายขำขำ
 
It's a Vital Matter.
 
 
 
เอาเป็นว่าเรามีเหตุผลที่เข้ามา
และเราก็เข้ามาแล้ว
เพื่อนญี่ปุ่นก็มีศึกที่ตัวเองต้องรับมือเหมือนกัน
เอาละจะเอาตัวรอดอย่างไรดี
 
โอเค
 
มันเป็นงานนั่งคุยนั่งดื่มเหล้า
เพราะฉะนั้นจะนั่งก้มหน้าก้มตากินก็จักไม่งาม
ต้องคุย
 
ในกรณีนี้ถ้าเป็นงานโนมิไคปกติเนี่ย  จะไปกินกับเพื่อนกับรุ่นพี่ที่ชมรม
อย่างไรเสียก็กลุ่มเดียวกัน 
อย่างไรเสียก็วัยเดียวกัน
อันนี้ไม่ใช่
 
สำหรับผมการพูดไม่ใช่ปัญหาเท่าไหร่
การฟังนี่สิ
 
ขอเสนออัลกอริธึมสำหรับหนึ่งรอบการเอ็กซ์คิวคอมมนาด์
 
   speak(generateTopic());  //พูด
 
  String X = recogniseSpeech(); //ฟัง
 
  if(x.comprehensible())
           generateAppropriateRespond(x);
           //ฟังรู้เรื่องก็ตอบ
  else
  {
          //ฟังไม่รู้เรื่องก็
          FacialExpression y = recogniseFacialE();
         //ดูสีหน้า
         VoiceExpression z = recongniseVoiceE();
        //และน้ำเสียง
 
        If(positive(y,z)) //ถ้าเป็นแง่บวก
                laugh(); //ก็หัวเราะ
       else
                 speak("เห!") //ไม่ก็ "เหหหหหห!"
  }
 
-------------------------

ในที่สุดภารกิจเราก็สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
อาหารอร่อย และสนุกสนานกับการดื่มและพูดคุย
ได้ฟังอะไรแปลกๆเยอะเหมือนกัน
เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ
 
"เนี่ย ตอนปีโชวะที่ สามสิบแปดเนี่ย... เอ ปีโชวะนี่รู้จักปะเนี่ย"
 
"รู้ครับๆ อา... ประมาณ...สี่สิบกว่าปีที่แล้วใช่ไหมครับ" (ได้ทีต้องโชว์เก๋า)
 
"เนี่ยๆตอนนั้นเนี่ยหลังสงคราม... ฯลฯ"
 
"เห..."
 
"ฯลฯ"
 
-------
 
ก็เป็นส่วนของเหตุการณ์ประหลาดๆที่เจอ
เอามาเล่าสู่กันฟังเผื่อจะเป็นประโยชน์กับนักอ่านทุกท่าน
 
เพราะใครจะรู้ ว่าเย็นพรุ่งนี้ทุกท่านอาจจะต้องไปอยู่ในวงเหล้าของชายชราแปลกหน้าชาวญี่ปุ่นราวยี่สบิสามสิบคนก็ได้
 
เนอะ
10月6日

- [ แ ฟ น ] พั น ธุ์ ทิ พ ย์ -

 

หล่อนซื้อแผ่นโปรแกรมเพราะต้องการสิ่งที่ได้เห็นบนปก

 

เขาซื้อแผ่นโป๊เพราะต้องการสิ่งที่ไม่ได้เห็นบนปก

10月5日

- [ คิ ท ] แ ค ท -

เฮ้อ... 
 
เขียนเรื่องใหญ่ๆ มาสามเรื่องติดแล้ว เหนื่อยแฮะ
 
 
มีคนแอบบ่นมาว่า เครียดจังเลย 
 
อย่าอ่านอะไร ขำๆ เบาสมองๆ  แบบ บันเทิงไรเงี้ย
 
สอนวิธีจีบสาว ไรเงี้ย
 
 
 
อะนะ...
 
 
 
ตอนแรกก็คิดนะ...
 
"เรื่องทื่เราเขียนมันเครียดเหรอฟระ"
 
...มาอ่านอีกรอบ อืมม...
 
ว่าไงดีละ
 
 
 
"ถ้าไม่คิดตามตลอดเวลาอ่านรู้เรื่องยากแฮะ"
 
 
เนอะ
 
ก็...
 
ใครอ่านสองสามเองที่ผ่านมาแล้วมีความเห็นไงบอกหน่อยสิ
 
เบาไป หนักไป เครียดไป ดีแล้ว หรือ ไง
ลองว่ามาละกันนะฮะ
 
 
เออ ใช่
 
ไหนๆขอบ่นหน่อย
 
เช้านี้เป็นเหมือนเช้าเมื่อวานอีกแล้ว
 
"ตกลงฝนมันตกหรือไม่ตกฟระ!!!"
 
...คิดว่าเราเป็นคนที่กางร่มหรือเป็นคนที่ไม่กางร่มกันอะ?
10月4日

- [ ร่ ม ] ร่ ม -

เขาหยิบร่มสีขาวขึ้นมากาง                   เขาไม่ได้กางร่มสีดำคันใหญ่ที่อยู่ในมือ
 
เดินไปตามถนนเส้นยาวไร้ผู้คน             เดินไปตามถนนเส้นยาวไร้ผู้คน
หนาว ชื้น และ มองไม่เห็นทาง              ชื้น หนาว และ มองไม่เห็นทาง
 
เขารู้สึกว่าเขาโชคดีที่หยิบร่มมา             เขาเริ่มรู้สึกเสียดายที่หยิบร่มออกมาจากบ้าน
ถ้าเขาไม่กางร่มอยู่ป่านนี้เขาคงเปียก      ฝนไม่ตกร่มก็เป็นแค่ภาระเปล่าๆ
อากาศหนาวระดับนี้เขาคงเป็นหวัดแน่ๆ    หนักก็หนักกันหนาวก็ไม่ได้
 
เขาเดินไปสักระยะ                             เขาเดินไปสักระยะ
ก็เห็นเงาตะคุ่มอยู่ข้างหน้า                    ก็เห็นเงาตะคุ่มอยู่ข้างหน้า
ใครสักคนกำลังเดินสวนมา                   ใครสักคนกำลังเดินสวนมา
ชายแปลกหน้าเดินเข้ามาใกล้เขาทุกที     ชายแปลกหน้าเดินเข้ามาใกล้เขาทุกที
ใกล้จนเขาสามารถมองทะลุหมอกได้      ใกล้จนเขาสามารถมองทะลุหมอกได้
ใครคนนั้นถือร่มสีดำอยู่ในมือ                ใครคนนั้นกางร่มอยู่ 
แต่ใครคนนั้นกลับไม่ได้กางร่ม               เป็นร่มสีขาวคันใหญ่
 
เขายิ้มให้ชายแปลกหน้า                       ชายแปลกหน้ายิ้มให้เขา
ชายแปลกหน้ายิ้มตอบอย่างมีอัธยาศัย    เขายิ้มตอบกลับอย่างมีอัธยาศัย
 
แล้วชายแปลกหน้าก็เดินผ่านไป              แล้วชายแปลกหน้าก็เดินผ่านไป
 
เขาก็เดินตามทางของเขาต่อไป              เขาก็เดินตามทางของเขาต่อไป
 
                     -----------------------------------------------
 
เขาลุกพรวดจากเตียง                           เขาลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ
นาฬิกาข้างหัวเตียงบอกเวลา ๗ โมงตรง    นาฬิกาข้างหัวเตียงบอกเวลา ๗ โมงตรง
รีบรุดเข้าห้องน้ำแปรงฟัน                       บิดขี้เกียจ  หาววอดใหญ่
ถูสบู่อย่างลวกๆ                                  ลุกชึ้นไปเปิดทีวี
ราดน้ำและเช็ดตัวอย่างรวดเร็ว                การ์ตูนตอนเช้าใกล้จะจบแล้ว
วันนี้อากาศหนาวแฮะ                            วันนี้อากาศหนาวแฮะ
คิดดูอีกทีไม่น่าอาบน้ำเลย                     ไม่อาบน้ำดีกว่า

เขาเปิดทีวี                                         การ์ตูนตอนเช้าจบลงพอดี
เขาแต่งตัวไปพลางดูทีวีไปพลาง             แต่งตัวไปพลางดูทีวีไปพลาง 
ในทีวีเป็นรายการพยากรณ์อากาศ           ในทีวีเป็นรายการพยากรณ์อากาศ
เขามองหาเมืองของเขาในแผนที่             เขามองหาเมืองของเขาในแผนที่
น่าประหลาด ทั้งๆที่เมืองอื่น                    น่าประหลาด ทั้งๆที่เมืองอื่น
ต่างก็มีสัญลักษณ์รูปร่มปรากฎบนแผนที่    ต่างก็มีสัญลักษณ์รูปร่มปรากฎบนแผนที่
เมืองของเขาเท่านั้นที่มีแต่รูปเมฆสีเทา      เมืองของเขาเท่านั้นที่มีแต่รูปเมฆสีเทา
 
"มันแปลว่ามีเมฆ แต่ฝนไม่ตกใช่ไหมเนี่ย"  "มันแปลว่ามีเมฆ แต่ฝนไม่ตกใช่ไหมเนี่ย"
เขาคิด                                               เขาคิด
 
เขาหันไปมองนอกหน้าต่าง                      เขาหันไปมองนอกหน้าต่าง
ข้างนอกหมอกลงจัด                              ข้างนอกหมอกลงจัด
 
ฝนตกอยู่รึเปล่านะ ?                              ฝนตกอยู่รึเปล่านะ ?
 
หูได้ยินเสียงประกาศจากทีวีมาแว่วๆ            หูได้ยินเสียงประกาศจากทีวีมาแว่วๆ
"สำหรับเมืองโตเกียวอาจมีฝนพรำในช่วงเช้า "สำหรับเมืองโตเกียว อาจมีฝนพรำในช่วงเช้า
ออกจากบ้านอย่าลืมพกร่มไปด้วยนะคะ"      ออกจากบ้านอย่าลืมพกร่มไปด้วยนะคะ"
 
"มันแปลว่ากรมอุตุก็ไม่แน่ใจใช่ไหมเนี่ย"     "มันแปลว่ากรมอุตุก็ไม่แน่ใจใช่ไหมเนี่ย"
เขาคิด                                                 เขาคิด
 
แต่งตัว หยิบของ เดินไปหน้าประตูบ้าน        แต่งตัว หยิบของ เดินไปหน้าประตูบ้าน
ลังเลอยู่สามวินาที                                   ลังเลอยู่ห้าวินาที
ตัดสินใจหยิบร่มสีขาวคันโปรดออกไป         ตัดสินใจหยิบร่มสีดำคันใหญ่ออกไป
 
เขาลงลิฟท์มาจนถึงชั้นหนึ่ง                      เขาลงบันไดลงมาจนถึงชั้นหนึ่ง
เช้านี้เงียบมาก ไม่มีเห็นใครสักคนเลย         เช้านี้เงียบมาก ไม่มีเห็นใครสักคนเลย
อากาศเย็นเฉียบ                                    อากาศเย็นเฉียบ
 
เขาก้าวออกไปนอกชายคาอาคาร              เขาก้าวออกไปนอกชายคาอาคาร
รับรู้ถึงความชื้นในอากาศ                         รับรู้ถึงความชื้นในอากาศ
ลมหนาวที่พัดมาทำให้เขาขนลุก                ลมหนาวที่พัดมาทำให้เขาขนลุก
 
ฝนตกอยู่รึเปล่านะ?                                ฝนตกอยู่รึเปล่านะ?
 
ตอบยากแฮะ                                        ตอบยากแฮะ
 
เขายืนนิ่งอยู่นอกชายคา มองไปรอบๆ         เขายืนนิ่งอยู่นอกชายคา มองไปรอบๆ
พื้นเปียก                                              พื้นเปียก
 
เขายื่นมือออกไปข้างหน้า                         เขายื่นมือออกไปข้างหน้า
พยายามรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส                 พยายามรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส
ค้นหาการมีตัวตนอยู่ของเม็ดฝน                 ค้นหาการมีตัวตนอยู่ของเม็ดฝน
 
เขาบอกไม่ได้ว่าฝนตกอยู่                        เขาบอกไม่ได้ว่าฝนตกไม่ได้ตกอยู่
แต่เขาก็พูดไม่ออกว่าฝนไม่ได้ตกอยู่          แต่เขาก็พูดไม่ออกว่าฝนตกอยู่
 
ถ้าฝนมันไม่ได้กำลังตกอยู่อย่างเบามากๆ     ถ้าฝนไม่ได้เพิ่งหยุดตกก่อนเขาออกมา
ฝนก็เพิ่งหยุดตกก่อนเขาออกมา                ฝนก็กำลังตกอย่างเบามากๆ
 
ลังเลอยู่ห้าวินาที                                    ลังเลอยู่สามวินาที
 
ร่มก็หยิบมาแล้วนี่                                   จะว่าไปแล้ว
เย็นนี้ถ้าฝนไม่ตกก็โง่แย่เลย                     ถ้าเราเองยังไม่แน่ใจเลยว่าฝนตกอยู่รึเปล่า
อุตส่าห์ถือร่มออกจากบ้านแล้วนี่นา             จะกางร่มไปทำไม?
 
เขาหยิบร่มสีขาวขึ้นมากาง                        เขาไม่ได้กางร่มสีดำคันใหญ่ที่อยู่ในมือ
 
เดินไปตามถนนเส้นยาวไร้ผู้คน                  เดินไปตามถนนเส้นยาวไร้ผู้คน
หนาว ชื้น และ มองไม่เห็นทาง                  ชื้น หนาว และ มองไม่เห็นทาง
 
เขารู้สึกว่าเขาโชคดีที่หยิบร่มมา                 เขาเริ่มรู้สึกเสียดายที่หยิบร่มออกมาจากบ้าน
ถ้าเขาไม่กางร่มอยู่ป่านนี้เขาคงเปียก          ฝนไม่ตกร่มก็เป็นแค่ภาระเปล่าๆ
อากาศหนาวระดับนี้เขาคงเป็นหวัดแน่ๆ        หนักก็หนักกันหนาวก็ไม่ได้
 
เขาเดินไปสักระยะ                                 เขาเดินไปสักระยะ
ก็เห็นเงาตะคุ่มอยู่ข้างหน้า                        ก็เห็นเงาตะคุ่มอยู่ข้างหน้า
ใครสักคนกำลังเดินสวนมา                       ใครสักคนกำลังเดินสวนมา
ชายแปลกหน้าเดินเข้ามาใกล้เขาทุกที         ชายแปลกหน้าเดินเข้ามาใกล้เขาทุกที
ใกล้จนเขาสามารถมองทะลุหมอกได้          ใกล้จนเขาสามารถมองทะลุหมอกได้
ใครคนนั้นถือร่มสีดำอยู่ในมือ                    ใครคนนั้นกางร่มอยู่ 
แต่ใครคนนั้นกลับไม่ได้กางร่ม                  เป็นร่มสีขาวคันใหญ่
 
เขายิ้มให้ชายแปลกหน้า                           ชายแปลกหน้ายิ้มให้เขา
ชายแปลกหน้ายิ้มตอบอย่างมีอัธยาศัย         เขายิ้มตอบกลับอย่างมีอัธยาศัย
 
แล้วชายแปลกหน้าก็เดินผ่านไป                 แล้วชายแปลกหน้าก็เดินผ่านไป
 
เขาเดินไปพลางคิดไปพลาง                      เขาคิดไปพลางเดินไปพลาง
ลังเลอยู่สี่วินาที                                     ลังเลอยู่สิ่วินาที
 
พับร่มสีขาวในมือลง                              กางร่มสีดำในมือ
 
แล้วก็เดินตามทางของเขาต่อไป                 เขาก็เดินตามทางของเขาต่อไป
 
10月3日

- [ เ รื่ อ ง ป ร ะ ] จ า น -

ภาษาญี่ปุ่นคำละวันวันนี้เสนอคำว่า  飲み会
อ่านว่า โนมิไค
飲 แปลว่า ดื่ม
会 แปลว่า พบ
มีพบ มีดื่ม  โนมิไคก็คืองานเลี้ยงเหล้า นั่นเอง
 
เมื่อวานไปโนมิไคมา!
 
ที่นี่ต่างกับตรงเมืองไทย...
ไม่สิ
...ต่างกับคณะเราคือ
งานโนมิไคที่นี่จะค่อนข้างหรู
เสียคนละสามพันเยน
แต่ได้กินอาหารแบบดีๆ
เหล้าเลิ่วถึงจะไม่ชั้นสูงมาก(ไม่รู้แฮะ ไม่ได้เก่งเหล้า)
แต่ก็ ดื่มไม่อั้น
(เอาจนเมาตายกันไปข้างได้เลย)
 
ร้านที่ไปโนมิไคเมื่อวาน ก็คล้ายกับร้านโนมิไคหลายสิบครั้งก่อนหน้านี้
 
ตะเกียบไม้ใช้แล้วทิ้งอย่างหรู
 
จานเล็กๆกลมๆสีดำส่วนตัว
 
แก้วไว้รินเบียร์สำหรับชน
 
ถ้วยน้ำจิ้มใส่โชยุ
 
กับแกล้มกุ้งหวานดิบใส่สาหร่ายกับไข่กุ้ง
 
ปลาดิบสามสีใส่จานสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดยาวเหยียด
 
ขนมจีบเต้าหู้หมูสับ
 
โคร้กเก้มันฝรั่งใส่ครีมหอย
 
แล้วก็มาสะดุดตาเอาสลัดญี่ปุ่น
จานนี้
 
จานรูปจันทร์เสี้ยวสีขาว...อืม
 
เข้าใจออกแบบดีนะ
ทำแบบนี้จะได้รู้สึกว่าอาหารมันเยอะ
ทั้งที่จริงๆปริมาณที่ใส่ได้มันน้อยลง 
 
 
สลัดจานนี้เป็นของกองกลาง
แบ่งกินกันห้าคน
เนื่องจากด้วยความที่มันเป็นสลัด
ค่อยๆใช้ตะเกียบคีบแบ่งอย่างบรรจงคงจะเสียอารมณ์ไม่น้อย
เคราะห์ยังดี ที่ทางร้านก็รู้ใจเสียเหลือเกิน
มีช้อนส้อมกองกลางมาให้สำหรับตักแบ่งใส่จานใบจิ๋วของตัวเอง
 
ด้วยจารีตดั้งเดิมของชนพื้นเมืองไทย
ซึ่งค่อนข้างเคยชินกับการกินอาหารตามสั่งตามร้านอาหารซึ่งต้องแบ่งกัน
ข้าพเจ้าก็รับทราบด้วยสัญชาตญาณในชั่วเสี้ยววินาที
 
โต๊ะมี ๕ คน
โคร้กเก้มี ๕ ชิ้น
ขนมจีบ ๑๐ ลูก
กุ้งสดเป็นของส่วนตัว
ปลาดิบดูเหมือนจะคละๆ แต่มี ๑๕ ชิ้นพอดี
 
...อืม...เป้าหมายแรกคือสลัดสินะ!
 
 
 
พอกินไปได้ไม่นานก็ต้องตกใจกับเสียงฮือฮามาจากโต๊ะข้างๆ
หันไปดูก็พบว่ามันอยู่ใน
สภาพนี้
 
ไม่น่าเชื่อ
จานสลัดกับจานส่วนตัวมันประกบกันได้พอดี
ไม่ใช่บังเอิญด้วย
เค้าจงใจให้มันประกบกันได้พอดีเพื่อจะได้ตักสลัดได้ง่ายขึ้น
โดยไม่ต้องกลัวขอบรอยต่อระหว่างจาน
ซึ่งจะเกิดขึ้นหากจานเป็นรูปวงกลมทั้งคู่
อืม เจ๋งวะ
 
คนตื่นเต้นไม่ได้มีเราคนเดียวแฮะ
เพื่อนญี่ปุ่นที่นั่งอยู่ในโต๊ะเดียวกันทุกคนก็ตกใจไม่แพ้กัน
 
จริงๆแล้วที่เรารู้สึกอี้งเนี่ย
จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่
"โอ้...ประกบจานกันได้ด้วยแฮะ...อินดี้ดี...แจสสสสสสสสสสสมาก"
แต่เป็น
"ทำไมเราไม่เฉลียวใจก่อนหน้านี้วะ?"
 
 
 
นั่นสิ...ทำไมเราไม่เฉลียวใจก่อนหน้านี้นะ?
 
 
 
มันอยู่นอกกรอบจนเกินไปเหรอ จานประกบกันได้เนี่ย?
ก็เปล่านี่...ก็ไม่ได้แหวกแนวขนาดนั้น
 
 
 
เราไม่ได้สนใจเรื่องจานเลยสักนิดเหรอ?
ก็เปล่านี่...เมื่อกี้ก็เพิ่งสังเกตเรื่องจานไปหยกๆ
 
 
 
นั่นสิ...ทำไมเราไม่เฉลียวใจก่อนหน้านี้นะ?
 
 
 
ถ้าไม่ใช่เพราะ โอโนะเซมไป โต๊ะข้างๆเป็นคนค้นพบวิธีนี้ละก็
ทุกคนก็จะดื่มกันเสร็จแล้วก็กลับบ้าน
โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าจานมันประกบกันได้เลยเนี่ยนะ?
โดยที่ว่าความจริงที่ว่าจานมันประกบกันได้มันจะไม่ปรากฎในความทรงจำของทุกคนเลยเนี่ยนะ?
 
 
 
น่ากลัวนะเนี่ย
มีอีกกี่อย่างในชีวิตกันนะ ที่เป็นแบบนี้ ?
 
 
อันนี้โชคดีหน่อยว่าตอนที่รู้แล้วว่าจานประกบกันได้
ยังเหลือสลัดพอให้ทุกคนได้เล่น
 
แต่ต่อให้ไม่เหลือสลัดให้เล่น
เราก็คงไม่ค่อยเสียใจเท่าไหร่
มันก็แค่การประจาน...เท่านั้นเอง
 
มีอีกกี่อย่างในชีวิตกันนะ ที่เป็นแบบนี้ ?
 
 
ถ้าไม่ใช่จานละ?
 
 
ถ้ากว่าจะรู้ว่าประกบกันได้มันก็สายไปแล้วละ?
 
 
...
 
 
น่ากลัวเนอะ
 
มีอีกกี่อย่างกันนะ ?
10月1日

- [ เ ห ลื อ ง ] แ ด ง -

ตอนนี้ที่นี่ย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว
อีกไม่นานลมก็คงจะพัดเอาใบไม้ตกลงจากต้น
เปลี่ยนถนนหนทางสีเทาให้กลายเป็นสีเหลืองแดง

 

ฤดูใหม่
ภาคเรียนใหม่
รายการทีวีใหม่

 

ตื่นเช้ามาดูการ์ตูนตามปกติไม่ได้คิดอะไร
อ๊ะ...ขบวนการสามสีซีรี่ยส์ใหม่นี่นา!

 

ที่ญี่ปุ่นเนี่ยจะมีค่ายตระกูลเรนเจอร์ๆอยู่สองค่าย
ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ค่ายห้าสี กับ ค่ายสามสี อยู่คนละสถานี
อันที่พึ่งจบไปและมีซีรียส์ใหม่มาแทนนั้นคือ ขบวนการสามสี

เรื่องใหม่ชื่อ  เซเซอร์เอ๊กซ์

 

ดูบทนำเกริ่นเรื่องที่ฉายบนจอทีวี...อืม
โลกอนาคตปีค.ศ. 2500...อืม
สลัดอวกาศชั่วร้ายครองจักรวาล...อืม
พวกพระเอกส่งกองทัพสุดท้ายย้อนเวลามาจัดการพวกสลัดอวกาศก่อนเรืองอำนาจ...อืม
มาถึงปีค.ศ. 2005พอดี...อืม
เลือกพระเอกซึ่งเป็นคนยุคปัจจุบันมาเป็นนักรบ...อืม
ทีมพระเอกประกอบไปด้วยสามคน...อืม
เพื่อนพระเอกสีฟ้าและแดงพระเอกสีเหลือง...อา ...เอ๋???

 

อะไรนะ มีสามคน เพื่อนพระเอกสีแดง แต่พระเอกสีเหลือง ?

อืม... เราเข้าใจอะไรผิดรึเปล่าเนี่ย ?

 

ไหนๆ ดูใหม่ๆ สามคน...มี...
อินทรีสีแดง... (มันลอกของไทยมารึเปล่าวะ)
ด้วงสีฟ้า... (ด้วงกว่างกะลังอินเทรนด์ที่นี่)
สิงโตเหลือง...เป็นหัวหน้า  (เหลืองจริงๆด้วยวะ เฮ้ย)

 

อืม ถ้าเป็นเสือเนี่ย  มันก็ต้องสีเหลืองชัวร์ๆใช่มะ  ช่วยไม่ได้
แต่สิงโตเนี่ย  จะทำสีแดงก็ไม่มีใครว่าไม่ใช่เรอะ  สิงโตสีแดง เท่ออก?

 

หรือว่าเพราะถ้าสิงโตมันสีแดงไปแล้ว  อินทรีก็ต้องสีเหลือง
อินทรีสีเหลืองก็...ประหลาดจริงๆด้วย
อะ...งั้นอินทรีสีฟ้า...

 

ในเมื่ออินทรีสีฟ้าไปแล้ว ด้วงก็ต้องสีเหลือง
ด้วงสีเหลืองก็...ประหลาดจริงๆด้วย

...

 

ว่าแต่ทำไมต้อง แดง เหลือง ฟ้า อะ
แม่สีเหรอ?

 

ซีรี่ยส์ที่แล้วยัง แดง ดำ ฟ้า เลย อะ

ด้วงสีดำเท่จะตาย...

 

น่าสนใจออกเนอะ
สีกับผลของความรู้สึกของคนกับหนังขบวนการสามสีห้าสี

มีขบวนการห้าสีทีไรต้องมีสีแดงทุกที
แล้วก็ต้องเป็นหัวหน้าทุกที...
วันหลังลองค้นคว้าจริงๆจังๆอาจจะค้นพบสัจธรรมอะไรบางอย่างของโลกก็ได้นะ?

 

เอาเป็นว่าในที่สุดในฐานะคนดูธรรมดาๆที่ไม่ได้มีญาติเป็นโปรดิวเซอร์รายการ
เราก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่าซีรี่ยส์นี้  พระเอกมันสีเหลือง เพื่อนพระเอกมันสีแดง

ตอนแรกนี่ รู้สึกแปลกๆ แปลกมากๆ
แต่ดูไปดูมาก็เริ่มชินนะ

แล้วก็รับได้ในที่สุด

เพิ่งดูไปสิบนาทีเองแท้ๆ

 

กรอบความคิดมนุษย์นี่น่ากลัวเนอะ

 

หัวหน้าขบวนการสามสีห้าสีต้องสีแดง

 

ผู้หญิงสวยต้องผิวขาว

 

โน้ตบุคต้องสีเทา

 

ไข่ดาวต้องกินกะแมกกี้

 

เปรี้ยวหวานต้องใส่ซอสมะเขือเทศ

 

หุ่นยนต์แปลงร่างด้วงกับอินทรีไม่ควรมีสีเหลือง

 

...

 

มีกี่อย่างกันนะที่เราโดนจำกัดความคิดโดยไม่จำเป็น
ถ้าความคิดเราหลุดพ้น เป็นอิสระจากสิ่งไม่จำเป็นได้ คนเราจะเป็นยังไงน้า...?

 

คงจะดี...มั้ง?

 

มาฝึกทลายกรอบความคิดตัวเองกันเถอะ


พระเอกสีแดง เพื่อนพระเอกสีเหลือง

พระเอกสีแดง เพื่อนพระเอกสีเหลือง

พระเอกสีแดง เพื่อนพระเอกสีเหลือง

แดง   เหลือง

แดง   เหลือง

แดง  

เหลือง

...

 

9月30日

- [ เ ป็ น ว ร ร ค ] เ ป็ น เ ว ร -

ศุภมัสดุทุกท่าน
 
ได้ฤกษ์เขียนบลอกเสียทีสินะ
คำว่าบลอกเข้าหูครั้งแรกนี่ยังไม่ถึงปีเลยนะเนี่ย
ปุ๊บปั๊บๆ ก็เห็นมีกันทุกคน
 
ไอ้ตอนแรกนี่ก็คิดในใจว่า
"แฟชั่นอะนะ..."
แต่ไปไปมามาก็ทานกระแสไม่ไหว
ถลำตัวมาเขียนกับเค้าเหมือนกัน
 
จริงๆอยากเขียนอะไรมานานแล้วละ
แต่เผอิญตัวเองเป็นคนไม่ค่อยมีระเบียบ
จะมาบังคับตัวเองให้ต้องเขียนทุกๆเท่านั้นวันทุกๆเท่านี้วันเห็นทีจะทำไม่ได้มั้ง
 
ถามว่าจะเขียนธีมอะไร
ก็...ไม่รู้เหมือนกัน
เราก็ไม่ได้สันทัดด้านอะไรพอจะเป็นวรรคเป็นเวรขนาดนั้นเสียด้วย
 
ไม่ได้ดูหนังดูอะคาเดมีแฟนตาเซียอะไรเสียด้วย
(แปลกดีเนอะ อาคาเดมี"แฟนตาเซีย" แต่ดันเป็น "เรียลลิตี้โชว์"...  มันขัดๆกันในตัวพิกลๆนา...)
จึงไม่มีปัญญาเขียนข่าวบันเทิง
 
ครั้นจะเขียนความรู้วิชาการก็...นะ...ลืมหมดแล้ว
ดนตรียิ่งแล้วใหญ่...คนเก่งกว่าเรามีเป็นล้าน...
ครั้นจะเขียนเกมเขียนการ์ตูนแต่อย่างเดียว ก็กระไรอยู่...มั้ง?
 
 เอาเป็นว่าจะไม่กำหนดตัวเองว่าจะเขียนอะไรละกัน
เขียนสิ่งที่อยากเขียนดีที่สุด
นี่สิศิลปะ...เนอะ? อินดี้ดี...
แจซมากกกกกกก...
 
แต่ก็อย่างว่าแหละ
บลอกเกิดง่ายตายง่าย
อุตส่าห์ได้ฤกษ์เขียน ก็ไม่อยากได้เลิกเขียนหรอก

จะพยายามเขียนสม่ำเสมอละกัน...เขียนเป็นเวร
 
ละก็...สิ่งที่ไม่ค่อยชอบเวลาอ่านภาษาไทยในอินเทอร์เนทคือ
มันติดกันเป็นพืดอ่านยากอะ...
เราถนัดเขียนแบบนี้มากกว่า
ใส่เอนเตอร์บ่อยๆ
ให้อ่านง่ายๆต้อง...เขียนเป็นวรรค
 
เอาละ...แถมาจนถึงตรงนี้แล้ว
ก็สมควรแก่เวลาแล้ว
ก็ขอเปิดห้วง - [ S U N ] S P A C E - ที่ที่ผมจะมาเป็นวรรคเป็นเวร
มา ณ ที่นี้ก็แล้วกันครับ
 
ยินดีต้อนรับสู่
 
- [ สุ ริ ย ะ ] จั ก ร ว า ล -
 
ครับ