| Prasert 的个人资料- [ สุ ริ ย ะ ] จั ก ร ว...照片日志列表 | 帮助 |
|
11月21日 - ส [ ป ] า ย ลั บ -(นี่เป็นภาคต่อของ - [ วั ย เ ฒ่ า ] แ ม ธ เ ธ อ ร์ - ใครยังไม่ได้อ่านไปอ่านก่อนซะ )
ถ้าถามว่าอะไรเป็น "เสน่ห์" ของการมีชีวิตอยู่ละก็ วันนี้ยิ่งตอนปฎิบัติภารกิจต่อด้วย แต่เท่าที่ดูครั้งนี้คงไม่โหดเท่าไหร่ เราเดินด้วยความเร็วเท่ากันคนไทยวิ่งผ่านทางเดินเลียบกระจกของคาเฟ่ในโรงแรมสุดหรูย่านรปปงหงิ มันเป็นความหรูที่ไม่ค่อยเจอบ่อยในเมืองไทย ข้างในมีแต่คนแต่งสูท และแล้ว ๐๐๖ ก็เดินเลี้ยวเข้าไปในโรงแรม ...ชิ้ง... เอาแล้วไง... แต่คงไม่... ...ชิ้ง... "เอาละ ๐๐๓ จากนี้ต้องพึ่งเธอละ" ...๐๐๖ กล่าว "เห..." (เหของจริง...ไม่เกี่ยวกับอัลกอริธึมที่เขียนคราวที่แล้ว) "ยังไงครับ" "มีแต่เธอเท่านั้นที่เคยเห็นหน้าของ [O] สินะ" "O..." ผมรำพัน... ใช่แล้วเป้าหมายของเราคราวนี้คือ O บุรุษผู้ยืนอยู่เหนือคนนับหมื่นในวงการ "ถ้าเห็นหน้าก็น่าจะจำได้... ที่แน่ๆ เขาใส่แว่น" ผมมองเข้าไปในงานแล้วก็ต้องตกใจ... ทำไมมันใส่สูททุกคนเลยฟระ... ไม่รู้เป็นกฎที่ใครคิด ว่าสายลับต้องใส่สูท... ผมเอามือล้วงไปในกระเป๋า..พยายามควานหาอุปกรณ์ลับ... "ปัญหาคือ มันอยู่ไกลครับ ผมมองไม่เห็น" ผมกล่าว "ลืมเอาแว่นมา..." เรายังอยู่นอกร้าน... ผมพยายามมองเข้าไป แต่ร้านกว้าง... ผมไม่สามารถมองเห็นคนที่นั่งไกลๆได้ จริงๆเข้าไปในร้านแล้วหาก็ได้...แต่ก็ดูไม่ค่อยงามนัก พนักงานเห็นเราทั้งคู่ยืนชะเง้อ... ก็เข้ามาต้อนรับ "สวัสดีคะ" ถึงจะเขียนตรงนี้ว่า[สวัสดีคะ]แต่ในความเป็นจริงพนักงานก็ไม่ได้พูดภาษาไทยหรอก ผมอึ้ง...จะทำยังไงดี... ระหว่างที่กำลังอึ้งอยู่นั้น ๐๐๖ ก็เอ่ยขึ้น "เรามาพบ O ครับ" ...ชิ้ง... (ง่ายดีเนอะ) "O... เหรอคะ" พนักงานทำหน้าไม่รู้จัก "งั้น @%$^X# ครับ" ๐๐๖ พูดรหัสลับที่ผมไม่เข้าใจออกมา "คะ...งั้นเชิญทางนี้คะ" พนักงานพาเราสองคนลึกเข้าไปในร้าน ไปถึงมุมพิเศษที่ไม่มีทางมองเห็นจากข้างนอกได้... และแล้วผมก็พบเขา... O ข้างกายเค้ามีชายลึกลับอยู่อีกสองคน... พวกเค้ากำลังคุยกันอยู่... เค้าสังเกตเห็นพวกผม บริกรเดินมาที่โต๊ะเพื่อจดอาหาร และแล้วคำถามที่น่าลำบากใจก็ถูกถามขึ้น เมนูถูกยื่นมาให้ผม ผมรู้ว่าตามมารยาทและวัยวุฒิแล้ว คิดพลางก็เปิดเมนู... แล้วก็สะดุ้งเฮือก... ชาชื่อประหลาด ๑ 1400 เยน ...ชิ้ง... รู้หรอกนะว่ารปปงหงิมันหรู แต่ไม่คิดว่าจะขนาดนี้... ผมหันไปสบตา ๐๐๖ ๐๐๖ เจนสนามกว่าผม ...ชิ้ง... "๐๐๓ เอาอะไรครับ" ๐๐๖ บ้าง "ผมก็กาแฟครับ" ผมบอก
สักครู่ชากาแฟก็ถูกนำมาเสิร์ฟ
สำหรับกาแฟของผมและ ๐๐๖ นั้น ผมเพิ่งมาทราบทีหลังว่าเติมได้เรื่อยๆ แต่ก็ตามมารยาทก็ไม่ควรเติมบ่อยเท่าไหร่นัก
ใส่น้ำตาล ใส่นม จิบ... อา...นี่สินะ...ความแตกต่าง นี่สินะรสชาติของรปปงหงิ
ที่น่าตกใจคือชา เพียงเพื่อจะดื่มชาหนึ่งแก้ว บริกรยกชามาเสิร์ฟฟนึ่งชุดต่อหนึ่งคน
เป็นถาดซึ่งข้างในมีอุปกรณ์ประหลาดๆ ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงพวกเล่นแร่แปรธาตุในหนัง
โถแก้วทรงประหลาด เตาอังไฟ โถใส่ใบชา ถ้วยพิศดาร ขนมไว้กินแกล้มชา
และที่น่าตกใจที่สุดก็คือ
นาฬิการทราย...ไว้จับเวลาต้มชา...
นี่สินะรปปหงิ... นี่สินะชาแก้วละสี่ร้อยบาท...
และทันใดนั้นเอง...เขาก็มา
[F] นั่นเอง "F" ผมเผลออุทานขึ้นด้วยความตกใจ พนักงานเข้ามาจู่โจม F ทันที "รับอะไรดี..." ยังไม่ทันสิ้นเสียง F ในฐานะผู้ที่เจนประสบการณ์ที่สุด นี่สินะระดับเก๋า...
(เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขาอาจจะมองแก้วกาแฟของผมกับ ๐๐๖)
-------------------------
ด้วยความเก๋าเกมของ F ในที่สุดการเจรจาก็สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี แต่งานผมยังไม่จบ ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่งในนั้น และกลับมาพร้อมกับเทปบันทึกเสียงหนึ่งชิ้น
ด้วยเทปนี้แหละ ...หึ หึ หึ วัตถุประสง์ของการมาญี่ปุ่นของเราก็จะสามารถลุล่วงได้...
ไม่หรอก...นี่มันแค่เริ่มต้น
ผมยังต้องปฏิบัติภารกิจลับนี่ต่อ คราวหน้า F คงไม่ออกโรงแล้วสินะ ผมต้องเผชิญหน้ากับ O เอง...
เอาละ...ผมมีเวลาสี่สัปดาห์ ในการไขปริศนาลับของเทปนี้ให้ได้ รอก่อนเถอะ O !
...ลืมสิ่งสำคัญไปอย่างหนึ่ง อันว่าใครจ่ายค่ากาแฟนั้นก็ไม่อาจทราบได้... ...คราวหน้าถ้าไปลองสั่งชาดูดีกว่า... ...อีกเดือนนึง... 11月9日 - [辛] ค า ไ ร่ -คาไร่ 辛い แปลว่า...เผ็ด...
...มาญี่ปุ่นได้ครึ่งปีแล้ว เพิ่งได้ไปกินอาหารไทยในร้านอาหารไทยเป็นครั้งแรก...
โอ...
นี่เป็นอาหารรสชาติปรุงมาให้คนไทยกินแน่นอน
เสิร์ฟงี้ให้คนญี่ปุ่น มีหวังโดนสาปส่ง
...เผ็ด...
...เผ็ด โว้ย...
แต่อร่อย... : - )
...แต่เผ็ดดดดดดดดดด
มีคนเคยบอกเราว่าคนญี่ปุ่นไม่รู้เทคนิคการกินของเผ็ด
...แปลว่าอะไร?
...แปลว่าคนไทยรู้เทคนิคกินของเผ็ดเหรอ...
...อืม
...ในฐานะคนไทยคนนึงเราว่าเราก็ไม่รู้นะ...
กินเผ็ดได้ไหม... ได้
เทคนิคมีไหม...
...อืมม...
...กินข้าวเยอะๆจะหายเผ็ดมั้ง (สามัญสำนึกเค้าไม่เรียกเทคนิคคร้าบบบ...)
...แล้วเค้าก็บอกว่า
"ไม่เคยสังเกตเหรอ คนไทยเวลากินของเผ็ดเนี่ย จะรู้วิธีขยับในคอที่ถูกต้อง"
"ขยับ? ในคอ"
"อื้ม ใช่... ถ้าขยับถูก ของเผ็ดมันจะลงไปโดนผนังคอเลยจะไม่แสบคอ"
"เห... " (ถึงแม่ไม่ได้อยู่ในปาร์ตี้คนชรา เห ก็หลุดมาเองโดยธรรมชาติ)
"มันไม่ใช่เทคนิคที่ฝึกได้หรอก แต่ถ้ากินเผ็ดแบบคนไทยมาตั้งแต่เด็กแล้วจะทำเป็นธรรมชาติโยไม่รู้สึกตัวเอง... คนญี่ปุ่นทำไม่เป็นกินก็เผ็ดไง"
"...เราถึงเผ็ดแค่ริมฝีปากเหรอครับ"
"ใช่..."
"..." (ถูกต้องหรือถูกต้มวะเนี่ย)
อืมมม ถูกต้อง ถูกต้มไม่รู้จริงๆ แต่ดูเหมือนว่าอีกคนที่อยู่ในวงสนทนาก็จะพยักเพยิดๆตาม
"เนี่ย...เคยได้ยินเหมือนกัน"
เพื่อนมั่วหรือเราไม่มีเจเนอรัลโนวเลดจ์กันหว่า?
มาฟังทฤษฎีเราบ้าง
เราว่าความเป็นเผ็ดไม่ใช่เสกลหนึ่งมิติ
(หมายถึง ไม่ได้มีแค่เป็ดมากเผ็ดน้อย)
แต่เป็นเสกลหลายมิติ (แปลว่ามันมีเผ็ดหลายแบบนั่นเอง)
เช่น
ระยะเวลาที่เผ็ด (เผ็ดทันทีที่กิน... หรือ ตอนกินไม่เผ็ด ทิ้งไว้แล้วเผ็ดทีหลัง)
ฯลฯ
เสกลความเผ็ดที่คนญี่ปุ่นชินดูเหมือนจะเป็นคนละแบบกับเผ็ดแบบไทย
จะว่าไปแล้วอาหารญี่ปุ่น ถ้าไม่นับวาซาบิละก็...
ไม่มีอาหารเผ็ดเลยใช่ไหมละ?
...เพราะฉะนั้นคนญี่ปุ่นถ้าจะเจอของเผ็ดก็จะเป็น
วาซาบิ (คนญี่ปุ่นไม่รู้สึกว่าเผ็ด)
แกง (เผ็ดแบบอินเดียๆ)
อาหารจีน (เผ็ดแบบจีนๆ ถ้านึกไม่ออกให้ไปร้านอาหารจีนแพงๆแล้วไปกินพริกเผาข้างเคียงบนโต๊ะ...)
ตัวอย่าง กรณีศึกษา
สถานที่...
ร้านขายแกงกะหรี่ญี่ปุ่นหลายร้านคนกินสามารถเลือกระดับความเผ็ดได้ด้วย ตั้งแต่ไม่เผ็ด เผ็ดน้อย เผ็ดกลาง ฯลฯ
ซึ่งหลายร้านไม่ได้ใช้เป็น"คำ" แต่ใช้เป็นเลข
เผ็ดสอง เผ็ดสาม เผ็ดแปด อะไรประมาณนั้น
สถานการณ์...
ไปกินแกงกะเพื่อนญี่ปุ่นสี่คน
ทามะ เผ็ดสอง อันโนะ ไม่เผ็ด มัตซึกิ เผ็ดสาม ...(ใครวะจำไม่ได้แล้ว) จำไม่ได้
"ซันคุงๆ กินเผ็ดเก่งใชมะ"
"ก็ไม่ได้เก่งอะไรหรอก ก็กินได้เรื่อยๆ"
"เก่งจริงกินเผ็ดสิบเดะ... "
"เผ็ดสิบที่นึงครับ"
"เฮ้ย...เอาจริงเหรอ..."
"อื้ม...ทำไมอะ..."
"เฮ้ย...ถึงตายนะ..."
"เหอๆ เผ็ดมันมีหลายประเภท (ว่าแล้วก็เลคเชอร์ทฤษฎีความเผ็ดให้คนญี่ปุ่นฟัง)"
...ผลการทดลอง...
ขณะกิน ก็เผ็ดนิดๆนะ แต่เทียบผัดกระเพราที่กินข้างบ้านไม่ได้หรอก
หลังกินสิบนาที ไอไม่หยุด... ระคายคอที่สุด...เสียงแทบหายไปเลย...
พอกันทีไม่กินอีกแล้วเผ็ดสิบ
...สรุป
เผ็ดไหม ไม่เผ็ด... กินอีกไหม ไม่กิน!
...เจ็บแปลบขึ้นมาทันที... แจ่วเผ็ดใช่ไหมแบบนี้... (8) 11月5日 - แ ต่ ง [ ง า น ] ๑ -ตรงตามคำกล่าวเล่าแต่บุราณ
การเล่นว่าว
ยิ่งสาวว่าวได้สูงเท่าไหร่ การเอาว่าวลงก็ยิ่งยากเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อว่าวนั้นติดลมบน
ใช่ว่าอยากเอาว่าวลงก็จะเอาลงได้ดั่งใจจงเสียทุกครั้ง หากฝืนดึงดันรั้นกระตุก
ท่านว่าว่าวอาจจะขาดไปเสียฉิบ เทียบได้กับกิจกรรมบางอย่าง
ที่ทำแล้วเกิดอาการอยากทำต่อ หยุดไม่ได้
ไม่สิ
ถ้ามันหยุดไม่ได้จริงๆมันก็ยังไม่เท่าไหร่
แต่ส่วนใหญ่จะเป็นหยุดก็หยุดได้
แต่ไม่อยากหยุดมากกว่า เหมือนกับสาวว่าวติดลมบน
จึ่งเป็นที่มาของคำว่า ติดลม ด้วยประการฉะนี้
อันอาการติดลมนั้น เป็นปกติของปุถุชนคนดาษๆ เช่นเราๆท่านๆ
โดยเฉพาะกับกิจกรรมเชิงบันเทิงเฮฮา ที่ไม่ได้ทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่เนื่องด้วยงานเลี้ยงก็ย่อมต้องมีวันเลิกรา
ตัวต้องไปแต่ใจก็ยังหมกมุ่น
ก็ว่าได้
แต่ในบางกรณีหรือชนบางกลุ่ม
อาการติดลมนั้นก็ไม่ได้เกิดกับเรื่องที่คนส่วนใหญ่เห็นว่า บันเทิงเสียเท่าไหร่ ในกรณีเป็นเรื่องการรงการเรียน วิชาการความรู้
ขอจักกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเนิร์ดไป (ใครใคร่อ่านเพิ่มเติมก็ขอเรียนเชิญที่บลอกเจ๊ลอนดอน) ในกรณีเป็นเรื่องการทำงาน
ภาษาประกิดท่านให้ใช้คำว่า workaholic ถ้าจำไม่ผิด จำได้ว่าเคยเรียนตอนอยู่ปี ๑ ที่มหาลัยชื่อดังแถวจุฬาฯ
เนื่องจากผู้ประพันธ์ไม่ได้อาศัยอยู่ในกรุงลอนดอนสถาน
หรือไม่ได้มานั่งทำวิจัยศัพท์ GRE แต่อย่างใด เราจะขอสันนิษฐานที่มาของศัพท์อย่างจับแพะชนแกะว่า workaholic = work + aholic
work คืองาน
aholic มาจากคำว่า alcoholic
workaholic ก็คือพวกบ้างานราวกับติดเหล้านะเอง...
แต่เนื่องจากคำนี้ไม่ได้เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวไทยนัก
เราจะขออนุญาตมิใช้คำนี้ในการเปรียบเปรยเสียละกัน ปุจฉา
พวกบ้าเรียน ท่านให้ขนานนามว่า เนิร์ด
พวกบ้าทำงาน จักให้ขนานนามว่าอันใดดี? คำตอบตามหลักบัณฑิตยสถานนั้น ผู้ประพันธ์ก็มิอาจทราบได้
เอาเป็นว่าถ้าเป็น คำตอบตามหลักบัญญัติกันเองทุกสถานนั้น ท่านว่าให้เรียกว่า บ้างานราวกับชาวญี่ปุ่น ทำไมนะเหรอ ?
เพราะชาวญี่ปุ่นบ้างานนะสิ!
บ้างานขนาดไหน ?
บ้างานราวกับแต่งงาน เลยก็กล่าวได้
หมายถึง
บ้างานราวกับแต่งกับงานไปแล้ว
อยู่กินด้วยกันฉันท์สามีภรรยา แค่มีเธอเท่านั้น ชีวิตชั้นก็โสมนัสสสสสสสส...
เยี่ยงนั้นเลย...
เนื่องจากผู้ประพันธ์ก็บ้างานพอกัน
คราวหน้าจักมาเขียนต่อขอรับ สรุป สิ่งที่อยากเล่า : ความบ้างานของคนญี่ปุ่น
เอาละ ขอตัวไปทำงานต่อเสียละกันขอรับ ไม่รู้จะได้แต่งงานเมื่อไหร่เหมือนกันเนอะ... 10月29日 - เ รื่ อ ง ข อ ง [ เ ข า ] -ผ่านไปแล้วหนึ่งสัปดาห์ตั้งแต่วงเราอะแคปเปล่าของเขาออกแสดงที่งานประจำปีของมหาลัย อะไรอะไรเปลี่ยนไปเยอะแฮะ
โลกกับวงการบันเทิงก็เป็นงี้แหละ ไม่มีอะไรตายตัว เป็นสัจจธรรมของชีวิต
-----------------------------------------
"อยากอะแคปเปล่าจัง..." อยู่ๆชิมาซากิก็เอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ในรถไฟสายโตคิวโอมาจิที่นั่งกลับบ้านอยู่ทุกวัน มันเป็นวันที่ห้านับตั้งแต่ PRIMO ออกแสดงเป็นครั้งแรก
เป็นประโยคง่ายๆที่เข้าใจง่าย ทั้งด้านไวยากรณ์ ความนัย และ ความใน มีคนเสนอ เขาก็ควรสนอง
"กูก็อยากเหมือนกัน ทำปะละ?"
--------------------------------
ไม่ว่าจะมืออาชีพหรือมือสมัครเล่น การสร้างวงดนตรีขึ้นมาไม่ใช่เรื่องง่าย
จุดมุ่งหมายที่ไปในทางเดียวกัน
การให้ทุกคนในวงยอมรับในฝีมือของกันและกัน
รวมถึงสิ่งที่สำคัญที่สุด มิตรภาพและความไว้เนื้อเชื่อใจกัน
การสร้างวงดนตรีขึ้นมาไม่ใช่เรื่องง่าย
โดยเฉพาะเมื่อคุณสร้างวงดนตรีในประเทศญี่ปุ่นโดยที่ภาษาญี่ปุ่นคุณก็พูดได้แค่เนี้ย
แต่หลังจากพยายามมากว่าสี่เดือน ในที่สุดวงของเขาก็ได้ออกแสดงจนได้ ชื่อวง PRIMO
พูดตรงๆ ฝีมือของวงของเขาในโลกอะแคปเปล่ายังอยู่ระดับต่ำ ยังไม่ได้ครึ่งของ"จิ๊กโฉ่ว"เลย (ใครรู้จักวงอะแคปเปล่าชื่อดัง นามว่า "จิ๊กโฉ่ว"บ้างเอ่ย ยกมือขึ้น)
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่า X คือ diff X ต่อ t ใช่ไหมละ (สมมติว่าไม่มีความเร่ง) PRIMO พัฒนาเร็วจนน่าตกใจ นี่หรือคือคนญี่ปุ่น? (จริงๆเขาควรจะตกใจ และชมเชยเพื่อนๆในวงในฐานะปัจเจกบุคคล หรือในฐานะคนญี่ปุ่นดี...?)
เอาเป็นว่า ณ ปัจจุบัน เขาเชื่อว่าสภาพแวดล้อมแบบที่เขาอาศัยอยู่มันทำให้คนมันเป็นแบบนั้นละกัน แล้วเวลาจะพิสูจน์เอง
--------------
"ปัญหาคือคน กูอยากได้คนเก่งๆอะ มึงว่าใครเก่งบ้างอะ" กู...เอ๊ย...เขาเอ่ย
"อุราโน่ ไง " ชิมาซากิ(เบส)เอ่ย
"ที่จริงกูคุยเรื่องนี่กับอุราโนตั้งแต่ ทริปปี ๑ แล้ว มันว่าไงบ้างละ"
"มันก็อยาก ถ้าเป็นอย่างนี้ก็มีเบสแล้วสอง เทเนอร์หนึ่ง..." ชิมาซากิลากเสียงไปสักพัก แล้วเอ่ยต่อ "เทเนอร์ไม่พอ"
"เด็กปี ๑ เทเนอร์ เก่งๆ ก็นะ... อืม... มึงว่าไงละ" เขาถามความเห็น
"...ก็...นะ..." คนญี่ปุ่นไม่ชอบพูดอะไรตรงๆ
"...กูก็ว่างั้นวะ... เหอ เหอ เหอ..." เขาก็พยายามไม่พูดอะไรตรงไป "สงสัยต้องปี ๒ ด้วยแล้วมั้ง"
"ปีสองเบสก็... นะ... ไม่ค่อยมี เก่งๆเท่าไหร่หรอก" คนญี่ปุ่นบางที่ก็พูดอะไรตรงๆ
"ปีสองเทเนอร์... ก็ต้องเคย์ซัง เท่าน้านนน ละนะ"
"โอ้ๆ จริงๆด้วย เคย์ซัง เวิร์คๆ"
"...ที่จริง กูเคยคุยกะเคย์ซังตั้งแต่ ทริปปี ๑ แล้วละ เคย์ซังเค้าไม่เล่นด้วย" เขาเอ่ยข้อเท็จจริงออกไป
"อ้าวเหรอ... เค้าไม่เอาด้วยเหรอ"
"... แต่มันตั้งสองเดือนมาแล้วนี่ จนถึงป่านนี้อะไรอะไรก็เปลี่ยนไปเยอะ... ถามดูอีกทีคราวนี้อาจจะตกลงแล้วก็ได้" เขากล่าว
-----------------------------------
ที่ญี่ปุ่น ณ สภาพแวดล้อมที่เขาอยู่อาศัย การเป็นสมาชิกในวงดนตรีหลายวงเป็นเรื่องปกติ รุ่นพี่เจ๋งๆ ที่ดีมานด์สูงๆ บางคนมีสี่ห้าวงด้วยซ้ำ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่แปลกที่แต่ละคนอยากจะร้องเพลงแบบต่างๆกันไป แต่วงแต่ละวงก็มีคอนเซปท์ และสไตล์ในตัวของมันเอง
-------------------------------------
วันถัดมาตอนเย็นทันทีที่เขาเปิดประตูเข้าไปในชมรม เคย์ซังก็ผวาเข้ามาหา
"อะแคปเปล่าๆๆ ร้องเพลงกันโย่ๆๆ"
"อะ... ยินดีครับแต่... ทำไมจู่ๆ..." เขาตกใจ
"ชิมาซากิมาคุยกะพี่เมื่อเช้า ทำๆ ร้องๆ วันก่อนที่ปฏิเสธขอโทษด้วย ยาโร่เสสสสส "
"โอเค งั้นก็... ยังขาดอีกคนสองคนครับ สี่คนยังไม่พอหรอกมั้งฮะ"
จริงๆเขารู้มาตั้งนานแล้วว่าเคย์ซังอยากทำวงอะแคปเปล่าจริงๆจังๆจะตาย ก็รู้หรอกนะว่าถ้าชวนคราวนี้เค้าจะไม่ปฏิเสธ แต่ไม่คิดเลยจริงๆว่าจะกระตือรือร้นขนาดนี่
ไม่คิดด้วยว่าจะขอโทษเรื่องที่ปฏิเสธคราวก่อน
เขาก็ไม่ถือจริงๆ แต่นึกว่าจะวางฟอร์มอะไรหน่อย นี่ไม่มีวางฟอร์มเลยสักนิด กระโดดเข้ามาท่ามกลางสายตาคนในห้อง (อุราโน่ กับชิมาซากิก็อยู่ในห้องแฮะ...)
-----------------------
ก็เป็นงี้แหละ ไม่มีอะไรตายตัว เป็นสัจจธรรมของชีวิต
แล้วเวลาจะพิสูจน์เอง
เขาเองก็เต็มที่กับทุกอย่างที่เขาอยากทำอยู่แล้ว "ตามมาให้สุดทางละกัน" เขาเอ่ยในใจ
ไฟโตะ !
-----------------------------------
วันถัดมาในเกมเซนเตอร์
"อยากอะแคปเปล่าจัง..." อยู่ๆทามะเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
"..."
10月25日 - [ ท ร า บ ] ซึ้ ง -
ทำไมประเทศที่เจริญแล้วมักจะเล่นกีฬาเก่งกว่าประเทศที่กำลังด้อยพัฒนา ?
ถ้าเป็นอย่างจีน อเมริกา รัสเซีย ก็พอเข้าใจอยู่ ประเทศมันกว้าง พรอพที่จะสุ่มไปเจอคนเก่งก็เยอะใช่ไหม
แต่ประเทศอย่างฝรั่งเศส เยอรมัน ไรเงี้ย (นิปปง ไรเงี้ย) ขนาดประเทศ จำนวนพลเมืองไม่ได้ต่างจากเมืองไทยเท่าไหร่เลย แต่เก่งกว่าเราเยอะ
คงเป็นเพราะเค้าเจริญกว่า รัฐบาลสนับสนุนมากกว่า คนพอมีอันจะกิน สามารถหาเวลาไปทำอะไรอย่างที่ตัวเองอยากทำได้ ไม่ต้องปากกัดตีนถีบเหมือนบ้านเรา
...
นั่นคือกีฬา ที่เค้าเลือกเอาเฉพาะคนเก่งๆไปแข่ง
...
แต่ที่สงสัยคือดนตรี
สงสัยมาตั้งนานแล้ว ทำไมระดับของดนตรีที่นี่ถึงต่างกับเมืองไทยอย่างนี้นะ...
นี่ไม่ใช่เรื่องของการเลือกคนที่เก่งที่สุดไปแข่ง แต่เป็นเรื่องของคนทั่วไปในประเทศ
ถ้าจะให้พูดให้ง่ายๆอาจจะเป็น นักกีฬาแบดมินตันชาวฝรั่งเศส ชนะนักกีฬาแบดมินตันชาวไทย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าจับคนฝรั่งเศสธรรมดามาแข่งกับคนไทยธรรมดาคนฝรั่งเศสจะชนะ... ใช่มะ ?
แต่เรื่องดนตรีกับญี่ปุ่นนี่ต่างกัน
ราวกับว่าดนตรีสำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว เป็นอะไร มากกว่า ดนตรีสำหรับคนไทย
เพลงหลากหลายมากกว่า ซับซ้อนมากกว่า ดนตรีระดับ "เล่นขำๆ" ยังเพราะกว่าระดับ ดนตรี"ขาย"ของเมืองไทยมากมาย
...
จริงๆแล้วที่อยู่ๆเขียนเนี่ยรู้สึกอย่างนี้มานานแล้ว เผอิญเมื่อวานที่งานโรงเรียน วงเราก็แสดงอะแคปเปล่า วงอื่นก็มีเยอะแยะ
อินดี้ดี แจสสสสสสสสสสสมาก
มีอยู่วงนึงร้องเพลงอนิเม ไปสิบกว่าเพลง ซ้อมก็ไม่ซ้อม กางโน้ตอ่านร้องได้เลย ร้องขำๆกันจริง
วันหลังมีเวลาจะเขียนประเด็นเจาะไปเรื่อง การร้อง กับวงประสานเสียงของที่นี่ดูสักครั้ง ร้องเพลงที่ญี่ปุ่นมาครึ่งปีแล้ว เฝ้าดูอัตราความก้าวหน้าของพวกเด็กเข้าใหม่มาตั้งนานแล้ว ทำไมมันก้าวหน้าเร็วงี้ฟระ
เร็วกว่าวงคอรัสบางวงแถวมหาลัยชื่อดังย่านจุฬาฯเยอะเลยแฮะ
เอาเถอะเข้าประเด็นนั้นเดี๋ยวยาว
เอาเป็นว่าขอสรุปด้วยสมมติฐานหนึ่งในหลายๆๆๆๆๆๆๆข้อละกันครับ
คนเราถ้าได้ฟังดนตรีดีๆบ่อย ย่อมจะ ทราบ-ซึ้ง ในดนตรีมากขึ้น และความรักและความเข้าใจในดนตรีก็จะมากขึ้นตามไปด้วย คงเป็นเพราะที่ญี่ปุ่นมีอะไรให้ฟังเยอะ
ในขณะที่บ้านเรามีค่ายเพลงเน่าๆคุมตลาดอยู่ พับผ่าสิ
รอเราทำวิจัยเอกให้จบก่อนเถอะ กลับไปจะสร้างเอไอเจ๋งๆมาแย่งงานของคนในตลาดวงการดนตรีไทยทุกคนให้ได้เลย ดูสิว่าถ้าไม่พัฒนาระดับ งานดนตรีให้ไปสู่ระดับที่น่าสมควรจะเรียกได้ว่า "เป็นงานของมนุษย์" แล้วจะเป็นไง
คอยดูละกัน เหอ เหอ เหอ !
(ป.ล. ไม่เคยได้เขียนบทความแบบนี้เสียที นานๆทีลองเขียนสดๆ ธรรมดาๆ กัดชาวบ้านชาวช่องบ้างก็ไม่เลวเนอะ... )
10月19日 - [ ขี้ ] เ กี ย จ -อันว่าความขี้เกียจนั้นถือเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์
-----------------------------------
คำถามทางจิตวิทยา ๑
กรุณาตั้งใจตอบคำถาม
วันนี้เป็นวันที่ฝนตกแบบไม่ต้องมาลังเลว่าจะกางร่มไหม
ระหว่างที่คุณกำลังเดินกางร่มไปตามทางอยู่ดีดี ข้างหน้าก็มีสะพานรถวิ่งให้คุณเดินลอด ตรงนั้นเป็นพื้นที่ว่าง ไม่มีคน สะพานค่อนข้างกว้าง ประมาณ ๑๕ เมตร หมายถึงเป็นพื้นที่ ๑๕ เมตรที่ไม่ต้องกลัวเปียกฝนแน่นอน เพดาน (ใต้สะพาน) ยกสูง ไม่ต้องกลัวร่มจะไปชนแน่นอน เมื่อคุณเดินไปถึงใต้สะพาน คุณจะเดินต่อในท่าเดิม
โดยที่ร่มยังค้างอยู่ คลุมหัวไว้ หรือ
จะเอามือลงมาข้างตัวเพื่อผ่อนคลาย
จะหุบร่มไม่หุบร่มก็แล้วแต่ ไว้ใกล้จะออกจากสะพานค่อยยกมือใหม่ เมื่อคุณเดินไปถึงใต้สะพานเป็นคุณคุณจะทำอย่างไร ?
---- กรุณาหยุดอ่าน และคิดก่อน ได้คำตอบแล้วค่อยอ่านต่อ ----
คงมีหลายคนเอาร่มลง
คงมีหลายคนเอาร่มค้าง
แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร
เหตุผลของคนส่วนใหญ่มักจะเหมือนกัน "ขี้เกียจ" คนเอาร่มลงเอาร่มลงเพราะขี้เกียจถือ
คนถือร่มค้างถือร่มค้างเพราะขี้เกียจเอาลง ------------------------
คิดๆดูแล้ว ความขี้เกียจก็เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์จริงๆ
ความขี้เกียจสามารถผลักดันให้มนุษย์สามารถทำอะไรที่ไม่น่าเชื่อหลายอย่างได้
----------------------------
แตงเดินเข้ามาเห็นต้นกำลังง่วนอยู่หน้าคอมพิวเตอร์อยู่
"ต้น เล่นเกมอยู่เหรอ ? ไหนว่าจะทำงานไง" "ทำงานอยู่ เล่นเกมอะไรกันละ" "อ้าว เห็นกดรัวๆอย่างนั้น" "ทำเวิร์ดอยู่ จัดหน้าอยู่" "ไหน อ้าว ทำไมทำงี้อะ ?" " เนี่ย ตรงนี้อยากได้ ตัวอักษรสองคอลัมน์อะ ไม่รู้จัดไงให้มันสองคอลัมน์ เหมือนกัน ขี้เกียจหาวิธีอะ เลยนั่งทำแบบแมนั่วดีกว่า ตัดแปะ ตัดแปะ เว้นวรรคอยู่เนี่ย" "โห... ขยันจริง" -----------------------------
จะว่าไปแล้วความขี้เกียจนั้นมีพลังเหนือความขยันด้วยซ้ำ
จริงๆอยู่ว่าหากขยันจริงตั้งใจจริงย่อมทำงานได้ดีกว่า แต่ความขยันนั้นสร้างยาก รักษายาก ไม่สิ พูดให้ถูกคือความขี้เกียจ มันติดง่ายดีกว่า
เหมือนหวัด
ที่ทุกคนรู้วิธีป้องกัน
ก็แค่อย่าไปในที่อากาศร้อนไปหนาวไป
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินน้ำเยอะๆ ฯลฯ แต่ก็ไม่เห็นมีใครป้องกันหวัดได้ตลอดปี
เพียงเผลอใจแค่เสี้ยววินาทีเดียวคนเราก็จะถูกความขี้เกียจ
เป็นดาร์คฟอร์ซครอบงำอย่างง่ายดาย --------------------------------------------
อย่างไรก็ดี
ความขี้เกียจนั้นเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดี
หากใช้ถูกทางก็สามารถ ทำให้เกิดประโยชน์ได้ ขี้เกียจนอนย่อมเป็นแรงขับเคลื่อนให้ตื่นที่ดี
ขี้เกียจขี้เกียจย่อมเป็นแรงขับเคลื่อนให้ขยัน ดังนั้นแล้ว
พวกเรามาใช้พลังขี้เกียจในทางที่ถูกต้องกันเถอะ
"เป็นอะไรไปละต้น ทำไมวันดีคืนดีเกิดลุกมาอ่านหนังสือละ"
"ขี้เกียจเรียนซ้ำชั้นอะ" ขี้เกียจลำบากในวันหน้าขยันในวันนี้ก็คงไม่เลวเท่าไหร่
เนอะ
--------------------------------
คำถามทางจิตวิทยา ๒
บทความนี้ทีคำว่าขี้เกียจ อยู่ทั้งหมดกี่คำ ?
---- กรุณาหยุดอ่าน และคิดก่อน ได้คำตอบแล้วค่อยอ่านต่อ ----
... ขี้เกียจนับโว้ย!
10月16日 - [ คิ ท ] แ ค ท ๒ -โย่ มาเข้า มุม คุยกันสบายๆ ดีกว่า
เรื่องที่อยากพูด...
๑. อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก
เพิ่งดู Final Fantasy Advent Children จบไป...
ทั้งๆที่เราเป็นสาวก FFVII ตัวจริง
แต่อยู่ญี่ปุ่นมันหาของเถื่อนไม่ได้
จริงๆเพื่อนส่งมาให้นานแล้ว
แต่เข้าใจผิดว่าเป็นอย่างอื่นเลยไม่ได้ดู
เพิ่งรู้เมื่อวาน
เพิ่งดูเมื่อเช้า ตอนจบน้ำตาไหลพราก...
อ๊ากกกกกกกกกกกกกก...สุดยอดดดดด
๒. ทิฟ่าน่ารักแฮะ
๓. ใครสนใจมาถก FFVII AC เชิญหลังไมค์
เผอิญไม่สันทัดวิจารณ์หนังเหมือนใครบางคน
๔. พูดถึงใครบางคน
มีโต้บลอกด้วย (ฮา)
เขียนโต้กลับบ้างก็ดีนะ
เดี๋ยวมีเวลา ทำจดหมายโต้กันดีกว่า ดีไหมเนี่ย
น่าสนุกดี
แต่เราเถียงคนมะค่อยเก่งอะ ^_^
เริ่มรู้สึกว่าพูดเถียงไม่ค่อยออกอะ
สงสัยเขียนบลอกโต้กันเราคงแพ้ราบแน่
๕. วันเสาร์อาทิตย์หน้า วงอะแคปเปล่า ของเราที่ญี่ปุ่น (๕ คน)
จะออกแสดงเป็นครั้งแรกแล้วววว
จะเป็นไงวะเนี่ย... จะล่มป่าววะ...
ตื่นเต้น
๖. อยากไปดิสนีย์แลนด์อีกจัง
ช่วงนี้มันเทศกาลฮาโลวีน
มันเป็นบรรยากาศที่น่าไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์มาก
แถมช่วงนี้เค้าตกแต่งข้างในบ้านผีสิงให้เข้ากับบรรยากาศฮาโลวีนด้วย
อยากไปๆ
๗. พูดถึงฮาโลวีน
วันฮาโลวีน มีงานปาร์ตี้นักเรียนนอก
เราก็ถูกสมาคมนักเรียนไทย มอบตำแหน่ง (โบ้ย) ให้เป็นพิธีกรงานเรียบร้อยแล้ว
ภาษาอังกฤษเสียด้วย
เวร
ไม่ได้พูดมากี่เดือนแล้ว... ตายแน่
๘. รู้สึกไม่ค่อยได้เล่าเรื่องตัวเองแบบที่คนทั่วไปเค้าเล่ากันลงในบลอกเลยนะ
มีแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้ ปาร์ตี้คนแก่ ฝนตก ฯลฯ
เออ ใช่ พูดถึงฝนตก
๙. เมื่อวานลมพัดแรงจน
"ฝนตกขนานพื้น"
สุดยอดจริงๆ
ซัน ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
ว่าจะถือร่มตั้งฉากหรือเอียงหรือขนานกับพื้นดี
...เขาไม่มีร่ม
|
||||
|
|